ไขข้อสงสัย! น้ำเกลือล้างหน้า รักษาสิวได้จริงหรือไม่?

น้ำเกลือที่นำมาล้างหน้ากัน เป็นน้ำเกลือประเภทไหน?

น้ำเกลือที่เราพูดถึง ไม่ใช่น้ำต้มเกลือแกงนะคะ แต่เป็นนอร์มอล ซาลิน โซลูชั่น หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ไอโซโทนิค โซเดียมคลอไรด์ เป็นน้ำเกลือที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้ว โดยมีโซเดียมคลอไรด์เป็นส่วนประกอบ ที่มีความเข้มข้น 0.9% หรือมีเกลืออยู่ 9/1000 เท่านั้น

 

น้ำเกลือชนิดนี้ ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

โดยปกติน้ำเกลือชนิดนี้มักใช้ในการล้างแผล หรือคอนแทคเลนส์ เนื่องจากน้ำเกลือปราศจากเชื้อ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติของความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามารถนำมาเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าได้ค่ะ เพราะน้ำเกลือผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ทำให้มีความสะอาดมากกว่าน้ำประปา และไม่ทำให้ผิวหนังระคายเคือง

 

งั้น…น้ำเกลือรักษาสิวได้จริงหรือ?

น้ำเกลือช่วยลดอาการติดเชื้อได้เท่านั้น ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่า เมื่อเราใช้น้ำเกลือทำความสะอาดแผล เราจะไม่รู้สึกแสบแผลแต่อย่างใด จึงหมายความว่า น้ำเกลือไม่สามารถรักษาสิวได้โดยตรง แต่สำหรับคนที่มีแผลจากสิวที่เพิ่งแตก หรือกรณีแพ้น้ำประปา แล้วอยากใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาด ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะน้ำเกลือจะช่วยลดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ลดการติดเชื้อ ทำให้ช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น

 

สรุป

น้ำเกลือ

- ไม่ใช่ยา

- มีความสะอาดสูง

- ไม่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

- ใช้ล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้

 

ข้อควรระวังในการใช้น้ำเกลือ
น้ำเกลือไม่มีสารกันเสียหากเปิดใช้แล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่ได้

พฤติกรรมการกินอันตราย เสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่”

พฤติกรรมการกินอันตราย เสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่”

ทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแดงติดไขมัน หมูสามชั้น รวมไปถึงอาหารจานด่วน (ฟาสฟู้ด) อาหารทอด เนื้อสำเร็จรูปอย่างไส้กรอก แฮม แหนม เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบแล้ว ยังมีกากใยอาหารน้อย ไม่ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายแต่อย่างใด (เรียกง่ายๆ ว่า ถ่ายยากนั่นเอง)

นอกจากนี้เนื้อสัตว์ปิ้งย่าง หรือผ่านการปรุงอาหารที่ใช้อุณหภูมิสูง รวมไปถึงอาหารรสจัด รสเค็ม โซเดียมสูง เช่น อาหารหมักดอง ก็เสี่ยงที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น อาจส่งผลให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

 
ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก 5 หมู่แล้ว (เพราะขาดกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย) ยังรวมถึงกรรมพันธุ์ (คนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน หรือเป็นโรคมะเร็งอื่นๆ มาก่อน) และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตอื่นๆ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และเป็นโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย (ซึ่งเป็นผลมาจากการทานอาหารไม่ถูกหลัก 5 หมู่)

อ่านต่อ >> 6 พฤติกรรมเสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ที่คุณอาจไม่รู้ตัว

 

สัญญาณอันตราย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

หากมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระในปริมาณน้อย ไม่ได้ถ่ายทุกวัน ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ถ่ายอุจจาระและมีความข้นเหนียวติดโถส้วม สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มีกลิ่นรุนแรง ให้รีบพบแพทย์เพื่อเช็คให้ละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะมีอาการอื่นตามมา