6 ท่าโยคะลดปวดหลัง-ดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงด้วยตัวเอง

ท่าโยคะสำหรับบรรเทาอาการปวดหลัง 6 ท่า

Seated Forward Fold
จัดท่านั่งโดยนั่งบนกระดูกรองนั่ง แล้วยืดเข่าตรงไปด้านหน้า ยันฝ่าเท้าไว้ การนั่งท่า Staff Post นี้จะช่วยยึดกล้ามเนื้อใต้ขาไปถึงสะโพก

ยืดหลังตั้งตรง คุมเชิงกรานไว้ไม่ให้แอ่นหรืองอโค้งจนเกินไป มีความเว้าของหลังล่างตามธรรมชาติ

เปิดสะบัก เหยียดแขนตรง กดฝ่ามือลงพื้น ผ่อนคลายหัวไหล่ เก็บหน้าท้องเพื่อยืดกระดูกสันหลัง

หายใจเข้า ยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น หลังยังยืดตรง หายใจออกพับตัวจากสะโพกลงไปด้านหน้าโดยไม่โก่งหลัง ยืดเข่าตรงจะช่วยคลายกล้ามเนื้อใต้ขาและหลัง

ค้างท่าพร้อมกับหายใจเข้าออกไว้ หากยืดหยุ่นได้มากขึ้น สามารถเอื้อมมือไปจับฝ่าเท่าแล้วงอข้อศอก เพื่อดึงหน้าท้องลงไปให้ชิดติดหน้าขา วางหน้าผากบนหน้าแข้งแล้วผ่อนคลาย
Seated Head to Knee
กลับมานั่งในท่า Staff Pose งอเข่าซ้าย วางขาลงบนพื้น ฝ่าเท้าประกบไว้ที่ต้นขาขวา

หายใจเข้ายกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น หายใจออกพับตัวจากสะโพกลงไปด้านหน้า จัดระเบียบเชิงกรานไว้ไม่ให้เอียงหรือบิด ยืดสันหลังตรงไม่โค้งงอ

หากยืดหยุ่นสามารถเอื้อมมือไปจับฝ่าเท้าแล้วดึงหน้าท้องลงไปติดหน้าขาขวาได้

ค้างท่าพร้อมกับหายใจเข้าออก
Spinal Twist
ลุกขึ้นนั่งหลังตรง ขาซ้ายยังพับฝ่าเท้าประกบไว้ที่ต้นขาขวาเหมือนเดิม

หายใจเข้าลึกยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น หายใจออกค่อยๆ บิดลำตัวจากช่วงเอวไปทางซ้าย วางมือซ้ายใช้แขนประคองลำตัวทางด้านหลัง วางหลังมือขวาไว้เหนือเข่าซ้าย ขณะบิดเอวลำตัวยืดหลังตรงไม่แอ่นหรืองอ

ค้างท่าพร้อมกับหายใจเข้าออก

Revolved Head-to-Knee
จากท่า Spinal Twist หายใจเข้า ยกแขนซ้ายขึ้น หายใจออกพับตัวไปด้านขวาเพื่อยืดลำตัวด้านซ้าย พยายามเปิดหัวไหล่ไม่คว่ำหน้าลงพื้นเพื่อยืดกระดูกสันหลัง

กล้ามเนื้อต้นขาที่ยังคงผลักลงไปบนพื้นอย่างมั่นคง หัวเข่ายืดตรง ฝ่าเท้ายันขึ้น

หายใจเข้าออกขณะค้างท่า
Sage Twist
เมื่อยืดลำตัวตั้งตรงกลับมายังท่า Staff Pose เริ่มต้นอีกครั้ง งอเข่าซ้าย ยกข้ามขาขวา แล้ววางฝ่าเท้าซ้ายแนบกับต้นขาขวา

หายใจเข้า ยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น หายใจออก บิดเอวไปทางซ้าย วางมือซ้ายใช้แขนประคองลำตัวทางด้านหลัง วางหลังมือขวาไว้ที่ต้นขาซ้าย ขณะบิดเอวลำตัวยืดหลังตรงไม่แอ่นหรืองอ

ค้างท่าพร้อมกับหายใจเข้าออก
Eagle Arm
เมื่อหันลำตัวกลับมาด้านหน้าแล้ว พับเข่าขวา วางตำแหน่งส้นเท้าทั้ง 2 ข้างใกล้สะโพก

หายใจเข้า ยื่นแขนทั้ง 2 ข้างมาด้านหน้า ยกแขนขวาไขว้ไว้บนแขนซ้าย พับแขนซ้าย และแขนขวาตามมาช้าๆ ประกบฝ่ามือเข้าหากัน

หายใจออก ก้มหน้าดึงศอกออกจากลำตัว เป็นการยืดกล้ามเนื้อสะบักที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อหลัง

ค้างท่าพร้อมกับหายใจเข้าออก จากนั้นคลายท่า

เมื่อทำเสร็จแล้วให้สลับทำอีกข้างหนึ่งตั้งแต่แรกจนจบ จะพบว่าการยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนกลาง ส่วนล่าง ลำตัวด้านข้างและสะบัก ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและรู้สึกผ่อนคลายจากเดิมมาก

การปรับพฤติกรรมโดยนั่งให้ถูกท่า ปรับเก้าอี้หรือเบาะที่นั่งให้เหมาะสมกับโต๊ะทำงาน เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนั่งอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลยจนถึงเวลาเลิกงาน ควรหาเวลายืดกล้ามเนื้อและการออกกำลังเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังให้สามารถพยุงกระดูกสันหลังซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญไม่ให้บาดเจ็บเรื้อรังได้

8 เทรนด์สุขภาพมาแรง ซ่อมร่างมนุษย์เงินเดือน ประจำปี 2018

ซูเปอร์ฟู้ดใหม่
ก่อนหน้านี้เราได้ทำความรู้จักกับควินัว เมล็ดเจีย หรือกาโนล่ากันไปแล้ว ปีนี้ขอแนะนำซูเปอร์ฟู้ดชนิดใหม่ รับรองว่าหาทานง่ายกว่าเดิม นั่นคือ มันสำปะหลัง ขนุน และหล่อฮังก๊วย เราไม่ได้ให้ทานสุ่มสี่สุ่มห้ากันเพลินๆ แต่เราให้นำมาทานแทนแป้ง เนื้อสัตว์ และน้ำตาลต่างหาก แทนที่จะทานข้าว ลองเปลี่ยนมาทานมัน (ถ้าไม่ชอบมันสำปะหลัง เปลี่ยนเป็นมันเทศได้) ฉีกขนุนยัดลงไปในไส้ขนมแทนการใส่น้ำตาล หรือแม้กระทั่งหล่อฮังก๊วยยังสามารถใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้อีกด้วย ใครที่เคยใช้หญ้าหวาน ลองเปลี่ยนมาใช้หล่อฮังก๊วยแทนได้

 

อาหารช่วยให้หลับสบาย
คนไทย และคนทั่วโลกหลายคนประสบปัญหานอนไม่หลับ ไม่ว่าจะมาจากความเครียดสะสมจากที่ทำงาน การใช้ชีวิตหามรุ่งหามค่ำ นอนไม่เป็นเวลา จนทำให้ระบบการนอนหลับของคุณรวน ดังนั้นเทรนด์อาหารที่ควรทาน นอกจากจะเน้นในเรื่องของแคลอรี่ต่ำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสบายหลังทานที่จะช่วยให้เราปิดตาหลับได้อย่างสบายใจในตอนกลางคืนด้วย นอกจากนมอุ่นๆ แล้ว ยังมีเชอร์รี่อบแห้ง ถั่วพิสตาชิโอ ซีเรียลผสมโฮลเกรน หรือใครมีเทียนหอม หรือสเปรย์หมอนที่มีคุณสมบัติของอโรมาเธอราพี ก็สามารถหยิบมาใช้กันได้เลย เพราะนอกจากอาหารจะสำคัญแล้ว การพักผ่อนร่างกายให้เต็มที่ ก็เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรงอย่างแท้จริงได้เช่นกัน

 

สด ใหม่ ไม่ปรุงแต่ง
นอกจากจะเป็นอาหารคลีนแล้ว ยังต้องเป็นอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่ใช่อาหารแช่แข็ง หรือปรุงข้ามคืนด้วย ดังนั้นส่วนประกอบของอาหารก็จะเป็นวัตถุดิบสดใหม่จากตลาด ไม่ผ่านการแปรรูปใดๆ รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงเครื่องปรุงรสที่ผ่านกระบวนการหมักดองต่างๆ ด้วย (แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะทานไม่อร่อย สามารถใส่ได้ แค่อย่าให้มากเกินไปเท่านั้นเอง) นอกจากจะดีต่อสุขภาพในแง่ของสารอาหารที่เราจะได้รับอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารต่างๆ เช่น โรคท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ได้อีกด้วย

 

สารต้านอนุมูลอิสระคือเพื่อนแท้
ใครๆ ก็รู้ว่าผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมีข้อดีมากแค่ไหน นอกจากจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่พวกเรากลัวนักกลัวหนาแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง เต่งตึง ลดอายุไปได้อีกหลายปี ดังนั้นอย่าลืมหาผักผลไม้รสเปรี้ยว และสีเหลือง/ส้ม มาทานกันเยอะๆ นะ

อ่านต่อ >> อาหารบำรุงผิว-ต้านมะเร็ง มี “สารต้านอนุมูลอิสระ” สูง

 

ออกกำลังกายที่ไหนก็ได้
บอกลาฟิตเนสแสนแพง แล้วมาปูเสื่อโยคะเล่นที่บ้านดีกว่า ไม่ใช่ว่าเราต่อต้านคนที่ออกกำลังกายที่ฟิตเนสนะ แต่แค่อยากจะสนับสนุนให้ทุกคนไม่ว่าจะมีรายได้น้อยหรือมาก ให้ออกกำลังกายกันทุกคน เพราะเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ทุกเวลา บ้านใครพื้นที่แคบๆ หน่อยก็ลองแอโรบิคกับที่ เต้นตามคลิปออนไลน์อยู่หน้าทีวีไป ใครขี้เบื่อง่ายก็ออกไปตีแบด ปั่นจักรยานในสวน ว่ายน้ำในสระ ในทะเล หรือแม้กระทั่งบันไดเราก็สามารถวิ่งขึ้นวิ่งลงได้สบาย ดังนั้นเลิกหาข้ออ้างในการออกกำลังกาย แล้วลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขากันดีกว่า

 

ตรวจร่างกายก่อน เจอโรคก่อน รักษาก่อน
อย่าเชื่อเลยที่เขาบอกกันว่า “รู้เร็วก็ทรุดหนักเร็ว” ขอให้เชื่อว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมากแล้ว หากคุณตรวจร่างกายเป็นประจำ ควบคุมให้น้ำหนัก ค่าไต น้ำตาล ไขมัน ตับ และอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่ตลอด คุณก็จะมีชีวิตที่ยืนยาวได้อีกนาน นอกจากนี้หากคุณโชคร้ายตรวจเจอโรคอย่างมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ตับ หรือไต การตรวจพบในระยะแรก ก็จะทำให้แพทย์หาวิธีรักษาที่ช่วยให้หายได้เร็วขึ้น และมีค่าใช้จ่ายน้อยลง ดีกว่ามาพบเอาตอนระยะหลังๆ เยอะแน่นอน

 

คนรุ่นใหม่ ไม่อดอาหารนะ
อย่าคิดว่าการลดน้ำหนัก เท่ากับการอดอาหาร มันคือการลดอาหารให้เราทานน้อยกว่าที่เราใช้พลังงานไปในแต่ละวันต่างหาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีช่วงชีวิตของเราช่วงไหนที่เราไม่ใช้พลังงานเลย แม้แต่ตอนนอนเราก็ยังใช้พลังงาน เพียงแต่ใช้น้อยมากเท่านั้น ดังนั้นการอดมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นมื้อใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะมื้อเย็นที่คนมักเลือกที่จะเป็นมื้อไดเอ็ต เราก็ควรยังต้องทานอาหารอยู่ดี แต่เราสามารถเลือกเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ เน้นผักผลไม้ หรือโยเกิร์ต นม ได้ เพื่อให้เหมาะกับช่วงเวลาในตอนเย็นที่เราไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก นอกจากการอดอาหารจะทำให้เราหิวจัดในมื้อต่อไปจนทำให้เราทานเยอะกว่าปกติแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย

 

อย่ามัวแต่พึ่งยาดักจับไขมัน
ในท้องตลาดของเราตอนนี้มีตัวช่วยลดน้ำหนักให้สาวๆ หนุ่มๆ มากมาย รวมไปถึงอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องของการดักจับไขมันจากอาหารที่เราทานเข้าไป แล้วขับถ่ายออกมาเป็นไขมันจำนวนมาก จนทำให้หลายคนซื้อมาทานโดยหวังให้ร่างกายขับถ่ายไขมันสัตว์ออกไปจนหมด แต่อันที่จริงแล้วไขมันดีๆ ที่เราทานเข้าไปจาก อาจจะถูกจับแล้วขับถ่ายออกไปพร้อมไขมันเลวได้ นอกจากนี้การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การทานยาดักจับไขมัน แต่เป็นการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพเข้าปากตั้งแต่แรกมากกว่า ดังนั้นอย่ามัวแต่เพิ่งตัวช่วยเหล่านี้เลย เราทานอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น เชื่อสิ (You are what you eat)

5 เหตุผลที่ทำให้คุณ “หิว” ตลอดเวลา

นอนดึก
การที่คุณนอนดึก ทำให้คุณมีเวลาในช่วงกลางคืนยาวนานกว่าคนปกติ และอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหาอะไรทานเพราะหิว แทนที่เวลาเหล่านั้นจะเป็นเวลานอนโดยไม่ใช้พลังงานอะไรมากแล้ว ยิ่งคนที่ต้องนอนดึกเพราะต้องทำงานไปด้วยยิ่งหิวง่าย เพราะหากมีกิจกรรมทำอย่างการใช้สมอง ใช้ความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราคงต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นแน่ๆ ดังนั้นอาหารมื้อหนักมื้อเบาอย่างกาแฟ โกโก้ ชาเขียวปั่น เค้ก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แซนวิช และอื่นๆ ก็จะตามมา

 

งดข้าว
แน่นอนว่าคนที่อยากลดน้ำหนักจะต้องเคยคิดที่จะงดข้าวไปเลยมื้อหนึ่ง คิดว่าทานวันละ 2 มื้อหรือมื้อเดียวก็เพียงพอแล้วน้ำหนักก็จะลดลงเร็วมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการงดข้าว โดยเฉพาะมื้อเย็นที่หลายคนคิดว่างดไปเลยก็ได้ เพราะตอนเย็นคงไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมาก แต่อันที่จริงแล้วเราไม่แนะนำให้งด เพียงแค่ “ลด” อาหารที่ให้พลังงานสูงมากกว่า เพราะไม่ว่าอย่างไรการทานอาหาร 3 มื้อครบเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อระบบการย่อยอาหารของร่างกาย กว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เราผ่านเวลาไปอีกหลายชั่วโมง เราจะปล่อยให้ท้องว่างไปอีก 10 กว่าชั่วโมงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น คุณจะมีโอกาสสูงที่จะตื่นขึ้นมาหิวกลางดึก แล้วทานอาหารเข้าไปมากกว่าที่ควรจะทาน เชื่อเถอะถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพยักหน้าหงึกๆ แสดงว่าคุณเคยทำมาก่อนแล้วใช่ไหมล่ะ

 

ความเครียด
ไม่ว่าจะเครียดเรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องเรียน หรือเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรามักจะลงเอยด้วยพฤติกรรมในการทานอาหารที่เปลี่ยนไป บางคนอาจจะทานอาหารไม่ลงจนผ่ายผอม แต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่หาทางออกให้กับปัญหาตรงหน้าด้วยการทานอาหารมากขึ้น เชื่อว่าทานอาหารอร่อยๆ ย้อมใจ หรือทานให้ลืมเรื่องร้ายๆ ไปนั่นแหละ โดยความเครียดที่ว่าสามารถทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเกรลินที่ทำให้เราอยากอาหารมากขึ้นได้เช่นกัน

 

ร่างกายขาดน้ำ
บางครั้งร่างกายก็ส่งสัญญาณว่าหิวน้ำ แต่เราอาจเข้าใจว่าเราหิวข้าว นอกจากจะดื่มน้ำเปล่าเฉยๆ เราเลยอาจลงเอยด้วยอาหาร และเครื่องดื่มเซ็ตใหญ่ ซึ่งเป็นการทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่จำเป็นได้ ดังนั้นหากอยู่ในช่วงเวลากลางคืน หรือคุณมั่นใจว่าทานอาหารครบ 3 มื้อดีแล้ว ทำไมยังหิว ให้ลองดื่มน้ำเปล่าก่อน เพราะคุณอาจจะแค่กระหายน้ำ หากผ่านไป 20 นาทีแล้วยังหิวอยู่ ให้ลองหาอาหารที่มีประโยชน์ มีกากใยอาหารมาทาน เช่น โยเกิร์ตใส่ผลไม้ เป็นต้น

 

แอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นที่มาของอาการกระหายน้ำ เพราะฉะนั้นแทนที่คุณจะหิวน้ำ คุณอาจลงเอยด้วยอาหารกับแกล้มมากมาย เพราะเข้าใจว่าตัวเองหิวข้าวนั่นเอง นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีส่วนทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเกรลินที่ทำให้ร่างกายรู้สึกหิวออกมาอีกด้วย

 

หากสามารถลดพฤติกรรมทั้ง 5 นี้ได้ แล้วเริ่มออกกำลังกายสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง เข้านอนให้เร็วขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ รับรองว่าคุณจะหิวน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมากเลยล่ะค่ะ แล้วการลดความอ้วนของคุณก็จะสัมฤทธิ์ผลในที่สุด เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

7 เทคนิค “เดิน” อย่างไรให้ “ผอม”

ใส่รองเท้าวิ่ง
แม้ว่าการออกกำลังกายของเราจะเป็นแค่การเดิน แต่การเลือกสวมรองเท้าวิ่งมาเดิน ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะรองเท้าวิ่งถูกออกแบบมาให้รับแรงกระแทกได้ดี ทำให้ทุกก้าวของเรานุ่มนวลขึ้น อาการบาดเจ็บที่เท้า ข้อเท้า เข่า หรือขาโดยรวมก็จะน้อยลง เมื่อยช้าลง และที่สำคัญถ้าเราได้รองเท้าดีๆ สบายๆ มาเดิน เราก็อยากเดินนานๆ จริงไหม

 

เพิ่มน้ำหนัก
แทนที่จะเดินตัวเบาหวิวไปเรื่อยๆ เอาระยะทางเข้าสู้ ลองเปลี่ยนเป็นการเดินระยะที่สั้นลง แต่ใช้เวลาน้อยลง และประสิทธิภาพมากกว่า อย่างการเพิ่มน้ำหนักให้เป็นอุปสรรคเพิ่มขึ้นเล็กๆ น้อยๆ เช่น เป้ใส่ของที่หลัง หรือถุงทรายรัดข้อเท้า เพิ่มข้างละ 0.5 กิโลกรัมก็ได้ หรือเอาง่ายๆ ก็แค่เดินไปจ่ายตลาด เดินไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วถือของเดินกลับ ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มอุปสรรคในการเดินมากขึ้นแล้ว (ซึ่งดีนะ เผาผลาญพลังงานได้เพิ่มขึ้นเยอะ)

 

เดินเร็วกว่าเดิม
แทนที่จะเดินทอดน่องกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ก็ลองท้าทายตัวเองเพิ่มขึ้นสักนิด ด้วยการเร่งความเร็วในการเดินเพิ่มขึ้น อาจจะเปิดเพลงจังหวะเร็วๆ คลอไปด้วยระหว่างเดิน (เปิดเบาๆ พอให้ได้ยินเสียงบรรยากาศข้างนอกด้วยนะ) หรือจำกัดเวลาเดินว่า ต้องเดินไปให้ถึงจุดไหน ภายในเวลากี่นาที เป็นต้น รับรองแค่เดินก็หอบเหมือนวิ่งจ๊อกกิ้งได้เลยเหมือนกัน

 

อย่าลืมแกว่งแขน
การแกว่งแขนที่เหมาะสม จะช่วยให้การเดินของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เดินได้คล่องตัวมากขึ้น และแรงเหวี่ยงเบาๆ จากแขนก็จะช่วยผลักดันร่างกายไปข้างหน้า ทำให้ง่ายต่อการเดินมากยิ่งขึ้น การแกว่งแขนที่เหมาะสม คือการแกว่งแขนสลับกับขาที่ก้าวเดิน เช่น ก้าวเท้าขวา ให้แกว่งแขนซ้ายไปข้างหน้า สลับกัน ความสูงของแขนก็ไม่เกินหน้าอก และทุกครั้งที่แกว่งแขนต้องรับรู้ได้ว่ากล้ามเนื้อส่วนไหล่ คอ และหลัง ขยับไปตามการแกว่งของแขนด้วย

 

เดินขึ้นบันได / ทางชัน
เดินทางราบอย่างเดียวมันก็น่าเบื่อเกินไป เหตุผลข้อเดียวกับใครหลายคนที่เลือกวิ่งในสวนสาธารณะ เพราะเราจะเจอพื้นที่ต่างกันตามธรรมชาติ พื้นปูน ทราย หญ้า หรือพื้นเอียง ลาดชัน และขั้นบันได เราสามารถเดินขึ้นลงบันได หรือทางลาดชันซ้ำๆ จนกว่าจะเหนื่อยได้ แล้วค่อยมุ่งหน้าเดินทางเรียบต่อไป ทางเดินเหล่านี้กระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นอีกนิด รวมไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย (คาร์ดิโอเบาๆ)

 

เดินติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาที
การออกกำลังกายที่ได้ผล หรือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งๆ เฉลี่ยแล้วแนะนำให้ออกกำลังกายติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานอย่างต่อเนื่องสักพัก ให้การออกกำลังกายของเราใช้แรงมากพอที่เผาผลาญพลังงานจากอาหารที่ได้รับไปจริงๆ

 

ก่อน-หลังเดิน warm up-cool down ก็จะดี
อย่าลืมว่า แม้การเดินจะเป็นเพียงแค่การเดินสบายๆ ไม่เหนื่อยหนักเท่ากับการออกกำลังกายประเภทอื่น แต่ในที่สุดแล้วการเดินก็เป็นการออกกำลังกายเช่นกัน หากมีการ warm up และ cool down ก่อนและหลังการเดินได้ ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการเดินได้ (เดินเร็ว เดินขึ้นบันได เผลอเกร็งเท้าเกร็งขาขึ้นมา จะได้ไม่กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเป็นตะคริวขึ้นมาได้)

7 วิธีลดความหิว เอาใจคนลดน้ำหนัก

1. ดื่มนมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองนำมาเป็นอาหารว่างถือว่าไม่เลว แถมยังหาซื้อได้ง่าย เพราะนมถั่วเหลืองให้ทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนและไขมันดี ช่วยให้อยู่ท้องได้ดีเลยทีเดียว

 

iStock

2. ดื่มนมจืด

ในนมจืดมีเคซีน (Casein) และโปรตีนเวย์ (Protein Whey) ช่วยให้ลดความอยากอาหารได้ ถ้าเป็นแบบไขมันต่ำก็ยิ่งดีเลย เพราะแคลอรี่จะน้อยกว่าแบบปกติลงมาอีก

3. กินผลไม้

ควรเลือกกินผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงและแคลอรี่ต่ำ กินแบบเป็นลูกได้ยิ่งดี เช่น ส้ม ส้มโอ เพราะถ้าเป็นน้ำผลไม้ไฟเบอร์จะน้อยมาก สามารถกินพร้อมกับอาหารมื้อหลักหรือยามว่างก็ได้จะทำให้อิ่มมากยิ่งขึ้น

4. ทานอาหารไฟเบอร์สูง

อาหารที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เช่นพวกผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว อาหารเหล่านี้จะให้พลังงานที่ต่ำ แต่ทำให้อิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนลดน้ำหนักต้องการ ดังนั้นอย่าลืมกินซะล่ะ

5. กินถั่ว

ถั่วน่าจะเป็นอาหารโปรดของใครหลายคน ขอบอกว่าคุณมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสงหรือจะเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็ไม่เลว เพราะมีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มง่าย แต่ในถั่วก็มีไขมันสูงเช่นกัน ดังนั้นควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ

6. กินสลัดผัก

หากนำมากินก่อนมื้ออาหารหลักจะช่วยให้เรากินอาหารหลักได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นสลัดชามใหญ่หรือชามเล็ก ควรกินผักให้เยอะและใช้น้ำสลัดไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันได้ยิ่งดี ถูกใจคนชอบสลัดกันเลยล่ะสิ

7. เคี้ยวอาหารช้าๆ ละเอียดๆ

บางคนชอบรีบกินอาหาร เคี้ยวแปปๆ กลืน หารู้ไม่ว่า คนเราต้องใช้เวลากว่า 20 นาทีที่ฮอร์โมนจะส่งไปถึงสมอง ทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นใครชอบรีบกินละก็กว่าจะรู้สึกอิ่มก็กินไปซะเต็มท้องแล้ว รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยด่วนเลยน้า ลองเคี้ยวให้ได้สัก 20 ครั้งก่อนกลืนดูสิ รับรองว่าจะอิ่มเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะเลย

ท้องเสีย-ท้องร่วงแบบไหน ควรไปหาหมอ

ท้องเสีย-ท้องร่วงแบบไหน ควรไปหาหมอ?

- ทานอาหารไม่ได้ ทานไม่ลง ทานแล้วอาเจียนออกมาตลอด

- ทานยาลดอาการอาเจียน แล้วยังอาเจียนมาก หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง (อาจจะต้องให้ยาลดอาการอาเจียนแบบฉีดที่โรงพยาบาล)

- มีอาการขาดน้ำ จากการสูญเสียน้ำในร่างกายมากเกินไป ตาโหล ปัสสาวะสีเข้มมาก และมีปริมาณน้อย

- อ่อนเพลียมาก ไม่มีแรงลุกขึ้นเดินไปไหน นอนซมตลอด

- ถ่ายเหลวในปริมาณมาก หรือบ่อยมากเกินไป จนดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากร่างกายไม่ทัน (อาจจะต้องนอนให้น้ำเกลือ และอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาล)

- อาเจียน ถ่ายเหลว และมีไข้สูงประกอบด้วย

 

ดังนั้น หากใครที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน แต่ใครที่ไม่มีอาการตามข้างต้น มีเพียงถ่ายเหลวที่อาการถ่ายค่อยๆ ดีขึ้น ค่อยๆ หยุดถ่ายได้เอง มีอาการอาเจียนแต่ไม่มาก แต่หยุดอาเจียนได้เอง สามารถพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องทานยาฆ่าเชื้อ หรือยาอื่นๆ แล้วดื่มน้ำเกลือแร่ ORS สำหรับอาการท้องเสีย ท้องร่วงโดยเฉพาะตามไปหลังอาการท้องเสีย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากร่างกาย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องไปหาหมอค่ะ

4 อาหารคลีน มีประโยชน์ แต่เสี่ยงอันตราย

อาหารคลีน มีประโยชน์ แต่เสี่ยงอันตราย

สลัดผัก
สำหรับคนที่รักการทานอาหารคลีนเป็นชีวิตจิตใจ แต่มีเวลาน้อย อาจจะซื้อสลัดผักทานจากร้านอาหารข้างนอกมากกว่าจะซื้อผักมาล้างทำความสะอาด และหั่นทานเอง เพราะนอกจากจะสะดวกกว่าแล้ว การทานสลัดผักเป็นกล่องๆ ถุงๆ ให้หมดไปเป็นครั้งๆ ก็จะทำให้ไม่เหลือผักจำนวนมากค้างไว้ในตู้เย็นจนเน่าเสีย แต่สลัดผักแฝงอันตรายจากผักสดที่ผู้ผลิตอาจล้างไม่สะอาดเพียงพอ อาจพบสารเคมีตกค้างจากยาฆ่าแมลง สารตกค้างจากปุ๋ยคอกที่มากับมูลสัตว์ ที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย รวมไปถึงผักที่หั่นทิ้งเอาไว้นาน จนเกิดน้ำขุ่นๆ ที่ก้นถุง ก้นกล่อง หรือก้นถาดในสลัดบาร์ อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อซาลโมเนลลา ที่ทำให้เรามีอาการท้องเสีย อุจจาระร่วงได้เช่นกัน

 

ทานสลัดอย่างไรให้ปลอดภัย

เลือกซื้อผักจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ล้างผักให้สะอาดก่อนหั่นทานสดๆ เป็นครั้งๆ มื้อๆ ไป โดยล้างผ่านน้ำก๊อกนาน 2 นาที ถ้ามีส่วนที่เป็นใบให้เด็ดใบออกมาล้างน้ำทีละใบ สามารถล้าง หรือแช่ในน้ำเปล่าผสมน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชูได้ (แช่เอาไว้ 10-15 นาที ก่อนนำมาล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง) และหากสามารถเลี่ยงไปทานผักที่ปรุงสุกได้ ก็จะช่วยลดอันตรายที่เกิดจากผักสดได้มากยิ่งขึ้น

 

เมล็ดเจีย
ยังคงเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดที่หลายคนพยายามหามาทานกันบ่อยๆ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อต่อร่างกายมากมาย ทั้งกรดไขมันดี โอเมก้า-3 โอเมก้า-6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระโปรตีน และกากใยอาหารที่ทำให้เราขับถ่ายคล่อง แต่เมล็ดเจียไม่ได้เหมาะกับทุกคน

เมล็ดเจียไม่เหมาะกับบุคคลเหล่านี้

- ผู้ที่มีปัญหาในระบบกระเพาะอาหาร และลำไส้ เพราะเมล็ดเจียจะไปเร่งให้ตับอ่อนผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น

- คนที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หรือทานยาแอสไพริน เพราะเมล็ดเจียอาจทำให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวช้า หรือเลือดไหลไม่หยุดได้

- หญิงตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผลให้สารอาหารในน้ำนมเปลี่ยนไป

- ผู้ชายที่มีปัญหาที่ต่อมลูกหมาก เพราะอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

- ผู้ที่ทานวิตามินบี 17 เป็นอาหารเสริม เพราะจะยิ่งเพิ่มปริมาณวิตามินชนิดนี้ในร่างกายมากเกินไป จนกลายเป็นสารพิษ และเป็นมะเร็งในที่สุด

ทานเมล็ดเจียอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงตามที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นควรหลีกเลี่ยงการทานเมล็ดเจีย ส่วนผู้ที่มีร่างกายปกติสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่ควรทานเมล็ดเจียมากเกินไป หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป เพราะร่างกายอาจเกิดการเสพติดได้ โดยอาจจะทานเมล็ดเจียในบางมื้ออาหาร 2-3 อาทิตย์ต่อมื้อ เท่านั้นก็เพียงพอ

 

ผลไม้รสเปรี้ยว
ใครที่ทานอาหารคลีนก็คงจะเลือกทานผักผลไม้มากขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าทานผลไม้รสเปรี้ยว ที่เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมากเกินไป เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง จนทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ นอกจากนี้หากร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ยังส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

ทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างไรให้ปลอดภัย

เลือกทานในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่ทานมากจนเกินไป เช่น ส้มไม่ควรทานเกินวันละ 3 ผล นอกจากนี้เราควรเลือกทานผลไม้ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติ และสารอาหารที่หลากหลายตามไปด้วย

 

กราโนล่า
ไม่ใช่ว่ากราโนล่ามีอันตรายอะไรร้ายแรง แต่เพราะกราโนล่าเป็นอาหารของใครหลายๆ คนที่อยากผอม จึงเลือกทานกราโนล่าในหลายๆ มื้อ และอาจเผลอทานจำนวนมาก (ต่อหนึ่งมื้อ) ด้วยเพราะคิดว่ากราโนล่าไม่ทำให้อ้วน แต่อันที่จริงแล้วกราโนล่าทำมาจากข้าวโอ๊ต บวกธัญพืชอื่นๆ ที่ถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ก็เป็นอาหารที่ให้พลังงานอยู่ดี แถมยังเป็นอาหารที่ทานเพียงปริมาณน้อยๆ แต่ให้พลังงานสูงอีกด้วย กราโนล่าราวๆ 40-50 กรัม จะมีคาร์โบไฮเดรตราวๆ 25 กรัม และสารอาหารอื่นๆ เช่น ไขมัน 10 กรัม และโปรตีนอีก 5 กรัม ซึ่งทั้งหมดนี้ให้พลังงานใกล้เคียงกับข้าวหุงสุก 1 จาน (100 กรัม) เลยทีเดียว

ทานกราโนล่าอย่างไรให้ปลอดภัย

ควรจำกัดปริมาณในการทานกราโนล่าให้เหมาะสม ทานพออิ่ม ไม่ทานเยอะจนเกินไป เลือกชนิดของกราโนล่าที่ใส่แต่ธัญพืชที่ดีมีประโยชน์ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ผสมน้ำตาลมากเกินไป จะช่วยให้ควบคุมปริมาณแคลอรี่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานแต่กราโนล่าเพียงอย่างเดียว

 

จะเห็นได้ว่าอาหารดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้คนนิยมทานกันมากทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าอาหารเหล่านั้นจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม เราควรเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งนานจนเกินไป เพราะต่อให้มีประโยชน์มากแค่ไหน ก็ให้โทษกับร่างกายเราได้อยู่ดี

วิธีสังเกต เนื้อสัตว์แบบไหน มี “พยาธิ”

พยาธิตัวตืด

พยาธิตัวตืด มีทั้งพยาธิตืดหมู และพยาธิตืดวัว จะพบพยาธิตืดวัวได้บ่อยกว่าตืดหมู พบได้ทั่วไปในประเทศที่มีการบริโภคเนื้อวัว และเนื้อหมู

ลักษณะของเนื้อที่พบพยาธิ จะเป็นลักษณะของไข่พยาธิทรงกลมสีขาวเหลือง เม็ดขนาดเท่าสาคู ลักษณะคล้ายถุงน้ำใสๆ เล็กๆ ขาวๆ มีหัวของพยาธิอยู่ภายในซึ่งเป็นระยะติดต่อ กระจายอยู่ทั่วเนื้อ

เมื่อคนกินหมูหรือวัวที่มีไข่พยาธิตัวตืดโดยไม่ปรุงสุกให้ดี พยาธิตัวอ่อนจะโผล่หัวออกมา และเจริญเติบโตเป็นพยาธิ เต็มวัยเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้เล็กโดยมีปล้องยาวออกไปเรื่อยๆ พยาธิตัวเต็มวัยทำ ให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร รวมทั้งคลื่นไส้ อาเจียน และซีด จากภาวะโลหิตจาง

 

พยาธิไส้เดือน

พยาธิไส้เดือนเป็นพยาธิที่พบได้มากที่สุดประมาณ 70-80% ของฟาร์มสุกร จะเข้าสู่ร่างกายของหมูผ่านการกิน โดยหมูอาจจะทานอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีไข่ของพยาธิอยู่ ไข่พยาธิจึงเข้าไปเจริญเติบโตตามลำไส้ ปอด และอวัยวะภายในอื่นๆ ของหมู

ลักษณะของเนื้อที่พบพยาธิ จะพบลักษณะเส้นๆ เรียวๆ นุ่มๆ สีขาวแดง อยู่ในเครื่องในของหมู โดยอาจสับสนกับเส้นเลือดของหมูได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบพยาธิไส้เดือนในเครื่องในของหมูมากกว่าเนื้อหมู ได้แก่ ไส้ ตับ ปอด และไต เป็นต้น แต่หากสังเกตเห็นตับหมูมีลักษณะเป็นจุดเลือดออก เหมือนมีเม็ดเลือดขาวมารวมกัน นั่นจะเป็นระยะที่ตัวอ่อนเคลื่อนตัวผ่านตับ จนทำให้เกิดรอยโรคที่เรียกว่า “milk spot” ที่เกิดขึ้นหลังจากที่หมูติดพยาธิ 10-14 วัน หากไม่มีการติดพยาธิซ้ำ รอย milk spot นี้จะหายไปเอง แต่หากมีการติดพยาธิซ้ำ จะพบรอย milk spot ที่ตับด้วย

หากบริโภคหมูดิบที่มีตัวพยาธิ หรือไข่พยาธิเข้าไป พยาธิก็อาจเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกายได้ หากกลายเป็นโรคพยาธิไส้เดือนอาจเกิดอาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย มีไข้ และหากพยาธิฝังตัวอยู่ที่ลำไส้เล็ก จะมีอาการท้องใหญ่ ขาดสารอาหารปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และหากมีจำนวนพยาธิมาก อาจกระจุกรวมตัวเป็นก้อนจนทำให้ลำไส้อุดตันได้

 

พยาธิตัวกลมไทรชิเนลลา สไปเรลีส

เป็นพยาธิอีกชนิดหนึ่งที่อาจพบได้ในเนื้อสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่า เช่น หมู หนู หมี และยังสามารถพบได้ใน แหนม โดยพยาธิสามารถมีชีวิตอยู่ในเเหนมได้นานถึง 8 วัน

ด้วยเหตุที่พยาธิตัวกลมไทรชิเนลลา สไปเรลีส เป็นพยาธิตัวกลมขนาดเล็ก จึงมักสังเกตไม่ค่อยเห็น แพทย์ต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

พยาธิตัวเต็มวัยจะไชอยู่ในลำไส้เล็กของสัตว์ หรือคนที่เป็นโรค เมื่อเมื่อผสมพันธุ์กันเเล้ว ตัวเมียจะปล่อยพยาธิตัวอ่อนออกมา ซึ่งท้ายที่สุดเเล้วมันจะเดินทางเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อลาย โดยมันชอบไปอยู่ในกล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ เช่น กล้ามเนื้อเเถวน่อง ลิ้น กระบังลม

ในระยะเเรกในช่วงประมาณ 1-7 วัน หลังกินเนื้อดิบ จะมีอาการท้องร่วง คล้ายอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียมาก ต่อมาหลังจากอาทิตย์เเรกผ่านไป ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หน้าบวม หนังตาบวม เยื่อบุตาอักเสบเเละมีเลือดออกใต้หนังตา ตาพร่า อ่อนเพลียมาก ปวดกล้ามเนื้อเเละกดเจ็บ การเคลื่อนไหวเเขนขาทำได้ลำบาก การพูด หายใจ กลืน เเละเคี้ยวอาหารทำได้ลำบาก ถ้าโชคร้ายก็อาจมีอาการเเทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาจรุนเเรงถึงตายได้ ต่อจากนั้นประมาณอาทิตย์ที่ 5 หรือ 6 ไข้จะเริ่มลดลง อาการปวดกล้ามเนื้อลดลง พูดได้ดีขึ้น อาการต่างๆ จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ

 

นอกจากเนื้อสัตว์อย่างหมูหรือเนื้อแล้ว ปลา กุ้ง หอย เป็ด ไก่ กบ งู ยังพบพยาธิต่างๆ ที่อาจสังเกตเห็นได้ยากอีกมากมาย เช่น พยาธิตัวจิ๊ด พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในปอด และอื่นๆ

วิธีป้องกันเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิ ทำได้ง่ายๆ เพียงเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และปรุงเนื้อสัตว์ให้สุก 100% ทุกครั้งที่ทาน เพราะความร้อนจากการปรุงอาหารสามารถทำลายไข่ และตัวพยาธิได้ ทำให้เราทานเนื้อสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ไร้พยาธิเจริญเติบโตในร่างกาย

กินอย่างไร ให้ “ตับ” แข็งแรง

รู้หรือไม่ว่า “ตับ” เป็นอวัยวะในร่างกายที่ถูกทำลายมากที่สุดส่วนหนึ่ง จากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมของคนไทย จึงทำให้อัตราส่วนในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโรคตับแข็ง ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ โดยเฉพาะโรคไขมันพอกตับจะพบในประชากรชาวไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี สาเหตุหนึ่งมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ กระบวนการที่ตับกำจัดแอลกอฮอล์ จะเกิดกรดไขมันขึ้นมา ซึ่งกรดไขมันก็จะถูกสร้างให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งไปแทรกอยู่ในเนื้อตับ เป็นลักษณะของไขมันที่มาพอกที่ตับ ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ แล้วอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง การทำงานของตับผิดปกติ หากไม่รีบเข้ารับการรักษา อาจส่งผลกระทบถึงชีวิตได้

 

อาหารทำลายตับ ที่ควรหลีกเลี่ยง

หลักๆ เลยคือ แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง จะมีสารกลุ่มไนเตรท ไนไตรท์ ดินประสิว และอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อตับ รวมไปถึงอาหารสุกๆ ดิบๆ อย่าง ปลาร้า ปลาดิบ เป็นต้น ที่เป็นสาเหตุของโรคพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งก็สามารถนำไปสู่โรคมะเร็งตับ และโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีไขมันสูง ของมัน ของทอด ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของไขมัน รวมไปถึงอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อรา อย่าง อะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นเชื้อราที่อยู่ในถั่ว ที่ทำให้เป็นมะเร็งตับได้

 

อาหารบำรุงตับ ที่เราควรทาน

อาหารที่เราควรทาน คือ ข้าวกล้อง และข้าวกล้องงอก ในข้าวกล้องจะมีสารอาหารมากกว่าข้าวขาวปกติ โดยเฉพาะใยอาหาร กรดโฟลิค วิตามินต่างๆ แกมมา โอไรซานอล (สารต้านอนุมูลอิสระจากเมล็ดพืช) วิตามินอี รวมไปถึงสารกาบา ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังควรทานพืชผักผลไม้อย่าง กะหล่ำปลี แครอท แตงโม หน่อไม้ฝรั่ง เพราะผักและผลไม้จะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง ช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการทำลายของอนุมูลอิสระ และยังมีใยอาหารอยู่สูง ช่วยลดการเกิดพิษกับตับได้

 

กินตับ บำรุงตับ?

ตับจะเป็นแหล่งสะสมของวิตามินเอ และมีธาตุเหล็กอยู่ สารเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ตับมีคอเลสเตอรอลอยู่สูงด้วย ดังนั้นการกินตับเพื่อหวังผลในการบำรุงตับอย่างต่อเนื่อง อาจมีผลเสียในเรื่องของไขมันที่จะกลับไปสู่ร่างกาย หรือไปพอกตับแทน จึงต้องทานอย่างระมัดระวัง

 

น้ำหวาน รักษาตับ?

คนที่เป็นโรคตับ หมายความว่าการทำงานของตับจะผิดปกติ ทำให้ตับไม่สามารถเก็บกลูโคสเอาไว้ และนำไปสลายเป็นพลังงานได้ ผู้ป่วยโรคตับจึงอาจเกิดอาการอ่อนเพลีย และอยากทานของหวานๆ ดังนั้นเมื่อทานของหวานเข้าไปก็จะรู้สึกดีขึ้น แต่เป็นอาการที่ดีขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ถูกต้อง นอกจากนี้การรับประทานน้ำหวานเป็นประจำ อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมา หรือโรคอื่นๆ ตามมาได้

ทำไม? ห้ามกินยาพร้อมนม-ชา-น้ำอัดลม

ทำไม? ห้ามกินยาพร้อมนม-ชา-น้ำอัดลม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจมีผู้ดื่มพร้อมกับยา นั่นคือ ชา ไม่ว่าจะเป็นชาจีน ชาเขียว หรือแม้กระทั่งชาเย็น (ใส่นม) ชา และกาแฟมีสารกระตุ้นประสาทที่เรารู้จักกันดีอย่าง คาเฟอีน หากทานเครื่องดื่มเหล่านี้ร่วมกับยาบางชนิดที่มีสารบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่นกันอย่าง pseudoephedrine (อาจพบได้ในยาแก้หวัดทั่วไป) ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารกระตุ้นประสาทมากเกินไป จนอาจเกิดอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ หรือใจสั่นได้ นอกจากนี้ในยาบางชนิดยังมีสารที่อาจยืดเวลาในการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนมากขึ้นอีกด้วย เช่น ciprofloxacin และ cimetidine ดังนั้นหากต้องทานยาที่มีสารเหล่านี้ ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชั่วคราว

 

สำหรับน้ำอัดลม อาจมีผู้ป่วยที่ทานยาระหว่าง หรือหลังมื้ออาหารที่บนโต๊ะอาหารสั่งเครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง น้ำอัดลม เอาไว้แล้ว เลยคิดจะยกดื่มพร้อมยาแทนน้ำเปล่า แต่นอกจากน้ำอัดลมจะมีคาเฟอีนด้วยแล้ว น้ำอัดลมยังมีแก๊สที่เข้าไปกัดกระเพาะอาหาร และขัดขวางการดูดซึมของตัวยา ให้ยามีประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลงไปด้วย

 

สุดท้ายกับเครื่องดื่มอันอุดมไปด้วยประโยชน์หลายด้านอย่าง นม การทานยาไปพร้อมกับนม อาจทำให้ยาบางชนิดดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยลง ผลการรักษาจากยาก็จะน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเสริม วิตามิน ยาลดกรด และเครื่องดื่มที่ใส่นมอื่นๆ ที่ไม่ควรดื่มพร้อม หรือหลังการทานยา 1-2 ชั่วโมงด้วย เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมทั้งหมดจะมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อรับประทานพร้อม หรือทานหลังจากทานยาไปไม่นาน แคลเซียมจากเครื่องดื่มเหล่านั้นจะไปจับกับยาที่เรากินเข้าไป ส่งผลให้ปริมาณของยาที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อการรักษาลดน้อยลง จนไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการ หรือโรคต่างๆ ที่เราต้องการได้ อาการ หรือโรคที่เราเป็นอยู่ก็จะไม่หาย รวมไปถึงร่างกายอาจไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการทานยานั้นๆ เลย

นอกจากเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เราไม่ควรทานร่วมกับยาอีกด้วย เพราะน้ำผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง น้ำส้ม น้ำมะนาว จะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดน้อยลง ส่วนแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาท หากทานควบคู่ไปกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเช่นกัน เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายกังวล ยาต้านซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับฤทธิ์ของการกดประสาทมากเกินไป จนอาจทำให้หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีพิษต่อตับ ที่อาจส่งผลเสียกับยาทุกชนิดที่ทานเข้าไปได้เช่นกัน โดยเฉพาะยาสามัญประจำบ้านอย่าง พาราเซตามอล ที่หากทานมากๆ ก็อาจมีความเสี่ยงต่ออาการตับวายได้

 

ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องในการกินยาคือ

กินยาพร้อมน้ำเปล่าเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์กับยาทุกชนิด ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการกินยาพร้อมนม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ วิตามินเสริมอาหาร ยาลดกรด หากจะกินควรเว้นเวลา 1-2 ชั่วโมงหลังกินยา
ยาบางชนิดมีข้อแนะนำในการใช้ยาเพิ่มเติม ควรอ่านฉลากยาให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อน
หากมีข้อสงสัย ไม่ควรตัดสินใจเอง ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา