Monthly Archives: มกราคม 2018

กินปิ้ง-ย่าง เสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็ง “พีเอเอช”

ในขณะนี้หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยเริ่มหนาวเย็นลง ซึ่งนอกจากการใส่เสื้อผ้าที่หนา เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายแล้ว ในส่วนของการกินอาหารก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพราะในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่มักเลือกอาหารประเภทปิ้งย่าง เป็นเมนูสำหรับคลายหนาว ทั้งๆ ที่อาหารประเภทนี้จะเสี่ยงต่อการได้รับ”สารพีเอเอช” ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันโรงงาน และควันอื่นๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

คำแนะนำจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สารกลุ่มนี้ถูกพิสูจน์ชัดว่า บางชนิดกล่าวได้ว่าก่อให้เกิดมะเร็งได้ในคน โดยสารนี้เกิดจากไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดลงบนถ่านขณะที่ให้ความร้อนต่ำ และเมื่ออากาศมีจำกัดทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดควันที่มี “สารพีเอเอช” ลอยขึ้นมาเกาะที่ผิวอาหาร โดยสารนี้จะมีมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง

 

ทานปิ้งย่างอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็ง

ก่อนปิ้งย่างควรตัดส่วนที่เป็นมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยดลงบนถ่าน

ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะการเผาไหม้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ

หลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบไปร้านหมูกระทะ ควรเลือกร้านที่ใช้ภาชนะในการปิ้งย่าง แบบลดหรือป้องกันน้ำมันหยดลงบนเตาไฟได้ เข่น เตาไฟฟ้าหรือเตาไร้ควัน เพราะสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน

เลือกร้านที่ได้รับป้าย”อาหารสะอาด รสชาติอร่อย” (Clean Food Good Taste)

ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน

ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องส้วมหรือจับสิ่งสกปรก

การกินอาหารในช่วงหน้าหนาวควรกินให้ครบ 5 หมู่ ทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ นม และถั่วเมล็ดแห้ง ผัก ผลไม้ และไขมัน โดยกินอาหารให้หลากหลาย ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และต้องนำไปอุ่นร้อน เพราะความเย็นทำให้อาหารจับตัวเป็นไขไวขึ้น และด้วยอากาศที่เย็นจึงทำให้ผักสดมีความสดและกรอบ ประชาชนจึงควรกินผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม เป็นต้น เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ

ประชาชนในพื้นที่ชนบทที่ใช้การก่อฟืนสุมไฟเพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายนั้น ควรต้องระมัดระวังการเกิดไฟไหม้ด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจจะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมพักแรมตามสถานที่ต่างๆ ด้วยการกางเต็นท์ ควรให้มีช่องระบายอากาศเพื่อให้ถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรปิดมิดชิด เพราะการปิดมิดชิดจะทำให้ขาดออกซิเจน และอาจเสียชีวิตได้ และขอเน้นย้ำสำหรับบางรายที่ก่อไฟใช้ในเต็นท์ จะยิ่งทำให้ขาดอากาศออกซิเจน และเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงไม่ควรก่อไฟใช้ในเต็นท์โดยเด็ดขาด

ผักดิบ ทานมากเกินไปก็อันตรายต่อร่างกาย

เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หลายคนหันมาลดการทานเนื้อสัตว์ และทานผักมากขึ้น เมนูอาหารบ้านเราที่ใช้ผักมีมากมายให้เลือกสรรค์อย่างไม่จำเจ หลายคนอาจชอบทานผักดิบ เพราะเชื่อว่าเมื่อปรุงให้สุก จะสูญเสียคุณค่าทางสารอาหารไปมากกว่า แต่ในทางกลับกัน บางเมนูที่ใช้ “ผักดิบ” อาจทำลายสุขภาพของคุณได้เช่นกัน

 

ถั่วงอก
ถั่วงอก นับว่าเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และเลซิติน หากทานถั่วงอกลวกสุกในก๋วยเตี๋ยว หรือทานผัดถั่วงอกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากทานถั่วงอกดิบในปริมาณมาก อาจเข้าไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมของสารอาหารบางชนิดได้

 

กะหล่ำ
ผักในตระกูลกะหล่ำ มีทั้งกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บล็อกโคลี่ ผักในกลุ่มนี้จะมีสารกอยโตรเจน ที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ไอโอดีนถูกร่างกายดึงไปใช้ได้น้อยลง หากทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืด เพราะอาหารไม่ย่อย ส่วนในระยะยาวอาจส่งผลให้เป็นสาเหตุของโรคคอพอกได้

 

หน่อไม้, มันสำปะหลัง
หล่อไม้มีใยอาหารสูง ส่วนมันสำปะหลังก็เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ หากทานดิบในจำนวนมาก อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ เพราะมีสารไซยาไนด์ในรูปของไกลโคไซด์ ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

 

ถั่วฝักยาว
ถั่วฝักยาวมีใยอาหารสูง และยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี โปรตีน และธาตุเหล็กอีกด้วย แต่หากทานดิบอาจมีโทษต่อร่างกาย เพราะถั่วผักยาวดิบมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการย่อยเมล็ด และเปลือกของถั่วฝักยาวโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ หากทานมากเกินไปจึงอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

 

ดังนั้น หากอยากทานผักเหล่านี้ ควรเลือกทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป และอาจปรุงให้สุกด้วยการต้ม ลวก หรือทำไปผ่านความร้อนให้สุกก่อนทาน จะปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

น้ำขิงมะนาว เครื่องดื่มสมุนไพรหอมสดชื่น กับสรรพคุณอันน่าทึ่ง

ประโยชน์ของขิง

เป็นที่รู้กันมาอย่างช้านานแล้วว่า ขิง เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน มีฤทธิ์ร้อน ถึงให้ความอบอุ่นจากภายในร่างกายได้ดี นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร และลดไขมันอุดตันเส้นเลือดได้อีกด้วย

 

ประโยชน์ของมะนาว

มะนาวเองก็มีประโยชน์ในการเป็นตัวช่วยดีท็อกซ์อ่อนๆ ให้กับลำไส้ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกติ และยังอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อจับขิง กับมะนาวมารวมกัน ประโยชน์ดีๆ ก็เลยเพิ่มตามไปด้วย

ประโยชน์ของน้ำขิงมะนาว

ดีท็อกซ์ลำไส้อ่อนๆ
เนื่องจากน้ำมะนาวมีกรดรสเปรี้ยว ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการดีท็อกซ์ลำไส้แบบอ่อนๆ นั่นคือ ช่วยให้ถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง (แต่ไม่ใช่การดีท็อกซ์ลำไส้จริงจัง)

 

ช่วยลดน้ำหนัก
นอกจากจะช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้นแล้ว ฤทธิ์ร้อนของขิงยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมากขึ้นกว่าเดิมถึง 20% อีกด้วย ดังนั้นก่อนออกกำลังกายครั้งหน้า ลองดื่มน้ำขิงมะนาวดูสักแก้วก็ดีนะ

 

บรรเทาอาการเจ็บคอ
หากน้ำผึ้งให้ความหวานมากเกินไป หรือคุณเป็นผู้ป่วยเบาหวาน เปลี่ยนมาผสมน้ำมะนาวด้วยขิง ก็ช่วยให้ได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น แต่ยังให้ความชุ่มชื่นภายในลำคอได้ดีเหมือนเดิม อีกทั้งขิงยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และบรรเทาอาการอักเสบภายในคอได้อีกด้วย

 

ช่วยย่อยอาหาร
ลำพังแค่น้ำมะนาวอย่างเดียวก็ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้นอยู่แล้ว ได้ขิงมาเพิ่มอีกอย่าง ก็ยิ่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังช่วยลดแก็สในกระเพาะอาหาร ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย

 

บรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
ใครที่เคยทานขิงอาจจะเคยรู้สึกโล่งๆ จมูกจากกลิ่นฉุนๆ ของมัน แต่กลิ่นฉุนๆ นี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้จมูกโล่ง หายใจได้สะดวก แก้อาการคัดจมูกได้ดี ในขณะที่มะนาวเองก็มีวิตามินซีที่ช่วยบรรเทา และป้องกันโรคหวัด ดังนั้นเมื่อจับคู่ดื่มด้วยกันแล้ว จึงมีสรรพคุณแบบคอมโบขึ้นมาทันที

 

วิธีทำน้ำขิงมะนาว

หั่นขิงสด ½ นิ้ว ลงไปในแก้ว ยิ่งปอกเปลือกจะยิ่งได้กลิ่น และรสของขิงมากขึ้น

บีบมะนาวสด ½ ลูก ลงไปในแก้ว

เติมน้ำอุ่นลงไปจนค่อนแก้ว (แก้วกาแฟขนาดมาตรฐาน) คนให้เข้ากัน และดื่มในตอนเช้า ก่อนออกกำลังกาย หรือหลังทานอาหาร

แพ้อาหาร อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

แพ้อาหาร เกิดจากอะไร?

สาเหตุของอาการแพ้อาหาร ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ทราบแต่เพียงเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่มีปัจจัยเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ด้วยเช่นกัน

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเราแพ้อาหารอะไร?

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนเราไม่ได้มีอาการแพ้อาหารทุกคน และไม่ได้แพ้อาหารเหมือนกันทุกคน จนกว่าเราจะได้รับการพิสูจน์ด้วยตัวเอง หรือพิสูจน์จากทีมแพทย์พร้อมหลักฐานว่าเราแพ้อาหารชนิดใด หรือมีอาการแพ้จริงหรือไม่

สิ่งที่เราเตรียมตัวได้ คือ สังเกตอาการของตัวเองว่าเรามีอาการผิดปกติอะไร และก่อนหน้าที่เราทานอะไร หรือทำอะไรที่ไหน เมื่อพอจะทราบสาเหตุคร่าวๆ แล้ว ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันอีกครั้ง
seafoodiStock

 

ส่วนใหญ่แพ้อาหารอะไรกันบ้าง

อาหารที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้มีอยู่สารพัดนับไม่ถ้วน เราสามารถแพ้อาหารได้ทุกชนิดบนโลก แต่ส่วนใหญ่ตามสถิติที่พบ จะพบว่า อาหารจำพวก นมวัว ไข่ แป้งสาลี อาหารทะเล ปลา ถั่วลิสง ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ฮาเซลนัท วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พีแคน แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่น และเลียนสีสังเคราะห์ เป็นต้น

 

วิธีสังเกตอาการแพ้อาหาร

อาหารแพ้อาหารส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากทานอาหารเหล่านั้น ความเร็วของอาการที่เกิดขึ้นก็ช้าเร็วไม่เท่ากัน บางรายเกิดอาการขึ้นทันทีหลังจากไม่เกิน 5 นาที บางรายอาจจะใช้เวลา 10-15 นาที หรือบางรายอาจจะรอไปอีกเป็นชั่วโมงก็มี โดยอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจสังเกตได้จากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้

- ผิวหนัง

อาจมีผื่นแดงเป็นปื้นๆ ผื่นเม็ดเล็กๆ มีอาการคันยุบยิบ ผิวหนังแสบร้อน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ หรือมีอาการบวมตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปาก หน้า ดวงตา เป็นต้น

 

- ระบบหายใจ

อาจมีอาการหายใจขัด หายใจไม่ออก น้ำมูกไหล ไอ จาม คัดจมูก หลอดลมอักเสบ ภายในคอบวมจนรู้สึกกลืนอาหาร กลืนน้ำลำบาก เช่น กล่องเสียง หรือหลอดลมบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงให้ได้ยินจากข้างใน เป็นต้น

 

- ระบบทางเดินอาหาร

มีอาการตั้งแต่ปากลงไปจนถึงในท้อง เช่น คันปาก คันคอ ปากบวม ลิ้นบวม ปวดท้อง มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายมีเลือดปน ไปจนถึงลำไส้อักเสบ

 

Advertisement

- หัวใจ และระบบอื่นๆ

หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ ความดันโลหิตต่ำ ช็อค หมดสติ
nuts

 

แพทย์จะตรวจอาการแพ้อาหารของเราอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากการซักถามประวัติของเราก่อนคร่าวๆ จากนั้นจึงเริ่มตรวจร่างกาย ทำการทดสอบด้วยการสะกิดผิวหนัง (skin prick test) ตรวจสารก่อภูมิแพ้ในเลือด (specific IgE) โดยเลือดตรวจเฉพาะส่วนที่สัมพันธ์กับประวัติ และอาการของเราเท่านั้น และอาจเริ่มทดสอบด้วยการให้เราทานอาหารที่ (คาดว่า) เราแพ้จริงๆ (oral food challenge test) วิธีนี้ต้องทำการทดสอบโดยอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น อย่าทดสอบเองเด็ดขาด

 

รู้ตัวว่าแพ้อาหาร แต่ไม่ไปให้หมอตรวจได้ไหม?

บางคนเฝ้าดู และสังเกตอาการของตัวเองจนแน่ใจว่า ทุกครั้งที่ทานอาหารชนิดนั้นๆ จะมีอาการแพ้แบบไหน รุนแรงมากน้อยเพียงใด และไม่คิดจะไปพบแพทย์ แต่จริงๆ แล้วที่เราแนะนำให้พบแพทย์ เพราะสิ่งที่คุณคิดอาจจะไม่ใช่สิ้งที่คุณแพ้จริงๆ เช่น หากคุณคิดว่าคุณแพ้กุ้ง จริงๆ แล้วคุณอาจจะแพ้แค่มันกุ้ง หรือเปลือกของกุ้งเท่านั้น หรือหากคิดว่าแพ้นม จริงๆ แล้วคุณอาจจะแพ้แค่แลคโตสที่อยู่ในนมเท่านั้น (ยังมีผลิตภัณฑ์นมที่ไม่มีแลคโตสให้ทานได้อยู่) เป็นต้น

 

แพ้อาหาร อันตรายมากน้อยแค่ไหน

มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัย อาการแพ้อาหารมีหมดตั้งแต่แพ้เล็กๆ น้อยๆ เช่น คันนิดๆ บวมหน่อยๆ แบบพอทนไหว ไปจนถึงอาการที่เริ่มน่ากลัว เช่น ปากบวม ลิ้นบวม คอบวม กลืนลำบาก หายใจไม่ออก ไปจนถึงอาเจียน ความดันต่ำ และหมดสติไปเลย

ส่วนใหญ่อาการแพ้อาการไม่มีความรุนแรง แต่ก็มีเหมือนกันที่มีอาการมาก และอันตรายจนถึงชีวิต โดยจะเรียกว่า แอนาฟิแล็กซิส (anaphylaxis) โดยจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่ทำให้แพ้อย่างรวดเร็ว และรุนแรง เช่น ตาบวมมากจนลืมตาไม่ขึ้น มีผื่นขึ้นและมีอาการคันมาก หายใจไม่ออก ไปจนถึงความดันโลหิตตต่ำ หัวใจเต้นช้าลง เป็นต้น

นอกจากนี้ กว่า 90% ของผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อาหาร และมีอาการของโรคหอบหืดอยู่ด้วย จะมีโอกาสที่จะมีอาการแพ้อาหารรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

วิธีป้องกันอาการแพ้อาหาร

ทำได้ง่ายๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เราเกิดการแพ้ หากเป็นอาหารทะเล หรือส่วนประกอบของอาหารชิ้นใหญ่ๆ ก็หลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ แต่ถ้าเป็นอาหารประเภทเครื่องปรุง ส่วนผสมที่มักใช้ในปริมาณไม่มาก หรือมาในรูปแบบของผงเล็กๆ เช่น แพ้หัวหอมที่เคี่ยวจนละลายอยู่ในซอส แพ้แป้งสาลีที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในขนม หรือแพ้ถั่วที่ใช้เป็นส่วนผสมของผงปรุงรส ก่อนทานอาหารจึงจำเป็นต้องสอบถามผู้ปรุง หรืออ่านฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อดูส่วนผสมอย่างละเอียดก่อนทาน

 

เราจะหายจากอาการแพ้อาหารได้หรือไม่?

การใช้ชีวิตโดยหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ อาจลำบากสำหรับบางคนที่แพ้อาหารที่สามารถพบได้ในอาหารส่วนใหญ่เกือบทุกชนิด เช่น บางรายที่แพ้แป้งสาลี ดังนั้นการเข้ารับการรักษาอาการแพ้อาหารกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยใช่ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยแพทย์อาจจะกำหนดปริมาณของอาหารที่แพ้ให้ทานครั้งละน้อยๆ และเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาล

 

แพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอ และระมัดระวังในการเลือกทานอาหารทุกครั้ง เท่านี้คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติได้ และปัจจุบันมีอาหารทางเลือกให้กับผู้แพ้อาหารมากมาย ทั้งอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของนม ไม่มีส่วนผสมของถั่ว หรืออาหารอื่นๆ ที่คนแพ้กันง่าย การเลือกทานอาหารที่เหมาะกับเราก็เป็นอีกทางออกหนึ่งที่ทำให้คุณดำเนินชีวิตได้ตามปกติได้เช่นกันค่ะ

5 การยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก

5 อาหารลดกลิ่นปาก ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก

ผักชีฝรั่ง
ผักชีฝรั่ง มีสารที่ชื่อว่า สารโมโนเทอร์ปีน ที่ช่วยยับยั้งกลิ่นปาก ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้

 

ลูกเกด
ในลูกเกดมีกรดที่ชื่อว่า กรดโอลีโนอิค ที่มีความสามารถช่วยป้องกันแบคทีเรียในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ใบสาระแหน่
ใบสาระแหน่ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า มินต์ (สายพันธุ์เดียวกัน) มีสารที่ชื่อว่า สารโมโนเทอร์ปีน ที่ช่วยยับยั้งกลิ่นปาก ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้เหมือนกับผักชีฝรั่ง

 

ชาเขียว
ชาเขียวเองก็มีสรรพคุณในเรื่องของการดับกลิ่นมาอย่างช้านาน และช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรยได้อีกด้วย ชาเขียวจึงมักถูกใช้เป็นส่วนผสมหนึ่งของน้ำยาดับกลิ่น น้ำยาดับกลิ่นปาก ยาสีฟัน หรือถุงชาเขียวก็สามารถดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เสื้อผ้า หรือตู้เย็นได้

 

วาซาบิสด
ในวาซาบิสด จะมีสารที่เรียกว่าไอโซไทโอไซยาเนต ที่สามารถช่วยฆ่าแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในช่องปากของเรา จึงสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดกลิ่นปาก และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคในช่องปากที่เกิดจากแบคทีเรียได้

 

ทาง มหิดล ชาแนล แนะนำเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ เพื่อให้คุณลองทำไปทำทานกันที่บ้าน จะทานทุกวัน ทานก่อนมีนัดสำคัญ หรือทานเป็นอาหารมื้อเช้า หรือมื้อเย็น ก็ช่วยลดกลิ่นปาก แถมยังพลังงานต่ำ ไม่อ้วนง่ายอีกด้วย หรือใครจะลองดัดแปลงเป็นเมนูเฉพาะของตัวเองก็ได้ค่ะ

9 สัญญาณอันตราย ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

9 สัญญาณอันตราย ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

เหนื่อย หรืออ่อนล้าผิดปกติ

หิวโหย อยากทานอาหารมากขึ้น

กระหายน้ำบ่อย

ปัสสาวะบ่อย

สายตาพร่ามัว ตาลาย

ปวดมวนในท้องอย่างไร้สาเหตุ

ผิวแห้ง และคัน

ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เหมือนคนเป็นไข้หวัด

เป็นแผล แล้วแผลหายช้า ติดเชื้อ อักเสบได้ง่าย

สาเหตุของระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น

- ทานอาหารมากเกินไป

- ฉีดอินซูลินน้อยเกินไป หรือไม่ได้ฉีด

- ทานยาเบาหวานชนิดเม็ดน้อยเกินไป หรือไม่ได้ทาน

- อยู่ในภาวะป่วย

- ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างที่เคยทำอยู่เป็นประจำ

- อยู่ในสภาวะเครียด

- ทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป

- พักผ่อนไม่เพียงพอ

 

หากอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ต้องทำอย่างไร?

ควรดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อช่วยเจือจางน้ำตาลในเลือด จากนั้นลองตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลเพื่อให้แน่ใจว่าสูงขึ้นจริง แล้วค่อยฉีดอินซูลิน หรือทานยา หากผู้ป่วยไม่มีประวัติเป็นเบาหวาน ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน หากไม่รีบรักษาอาจมีอาการชักกระตุก หรือหมดสติได้

 

เรื่องของน้ำตาลในเลือด เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวล เพราะคนที่เป็นเบาหวานก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ้วน ทุกอย่างเกิดขึ้นจากพฤติกรรมในการทาน การใช้ชีวิต และกรรมพันธุ์ ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าอาจอยู่ในภาวะเสี่ยง ควรรีบตรวจร่างกายเพื่อระวังภัยให้ตัวเองก่อนเป็นอะไรร้ายแรงจะดีที่สุดค่ะ

6 เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ

กาแฟอย่างไรให้ไม่เสียสุขภาพมาฝากกันค่ะ

 

เลือกกาแฟที่มีคุณภาพสูง
บางคนอาจไม่ทราบว่ากาแฟถือเป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเราเลือกกาแฟคุณภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นออแกนิก แล้วล่ะก็ นอกจากเราจะหลีกเลี่ยงสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงได้แล้ว เรายังได้โบนัสคือกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่าอีกด้วย

 

เลือกเครื่องทำกาแฟคุณภาพสูง
หากน้ำร้อนจากการชงกาแฟไหลผ่านเครื่องทำกาแฟที่ทำจากพลาสติก อาจทำให้สารเคมีจากพลาสติกไหลลงไปผสมในกาแฟได้ และการรับสารเคมีประเภทนี้มากๆจะทำให้ระบบฮอร์โมนของคุณผิดปกติ เพราะฉะนั้นหากคุณเลือกเครื่องทำกาแฟแบบเอสเพรสโซ๋ที่มีคุณภาพสูง ผ่านการรับรองความปลอดภัยเรียบร้อย คุณก็หมดกังวลเรื่องนี้ไปได้เลยค่ะ

 

เลือกดื่มให้ถูกเวลา
เวลาที่ดื่มกาแฟควรเลือกเป็นช่วงก่อน 14.00 น. ถ้าดื่มหลัง 14.00 น. อาจทำให้ร่างกายมีปัญหานอนไม่หลับ และพยายามเลือกกาแฟที่มีเบสเป็นเอสเพรสโซ่ เช่น อเมริกาโน่ คาปูชิโน่ หรือลาเต้ แทนกาแฟปกติ หรือแบบ 3-in-1 เพราะจะมีปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลน้อยกว่า

 

เลือกดื่มพร้อมกับทานอาหารที่ดี
ชาวอังกฤษเขายังมี Afternoon Tea พร้อมของว่างน่าทาน ไม่ได้มีเพียงเพราะสวยๆเก๋ๆหรอกนะ แต่มันมีประโยชน์ด้วย การดื่มกาแฟกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อาหารหรือของว่างเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ รับคาเฟอีนช้าลง ทีละเล็กทีละน้อย และนานขึ้นโดยที่เราไม่ต้องอัดเข้าไปอีกหลายๆแก้ว รู้อย่างนี้แล้วคราวหน้าลองจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับไข่สักฟอง คุ๊กกี้สักชิ้น หรือแซนวิชสักห่อก็ไม่เลวนะ

 

เลือกดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกาย
ถ้าอยากออกกำลังกายเพื่อทะลายไขมันละก็ ลองจิบกาแฟก่อนสักเล็กน้อยดูสิ นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้นอีกด้วย

 

เลือกดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม หรืออื่นๆดีที่สุด
ถ้าคุณติดกาแฟมากจริงๆ อยากให้ลองดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม นม หรืออื่นๆ แล้วดื่มในปริมาณน้อยๆพอ จิบช้าๆให้พอรู้สึกตื่น เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทานกาแฟแล้วจะง่วงหงาวหาวนอน ไม่สดใส หรือใครที่ติดคาเฟอีนอาจมีอาการมือสั่น กระวนกระวาย หงุดหงิดได้ ลองดื่มแค่วันละแก้ว และจิบช้าๆดูนะคะ

 

ถึงแม้กาแฟจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เราก็อยากแนะนำให้ดื่มน้อยๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องดื่มทุกวัน ถ้าง่วงก็เปลี่ยนมานอนให้เร็วขึ้น หรือหาผลไม้สดทานเพื่อเพิ่มความสดชื่นแจ่มใสในตอนเช้าจะดีกว่านะคะ

ผักผลไม้อะไรให้ไฟเบอร์สูง

ปัจจุบันความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ เกิดขึ้นกับคนไทยเป็นจำนวนมาก จากการสำรวจภาวะสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 5 ปี 2557 พบว่า คนไทยมีอัตราการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุดถึง 14 ล้านคน เพราะวิถีของการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการกินผักผลไม้ที่น้อยลง กินอาหารหวาน มัน เค็ม ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ลดลงด้วย

เพราะ “ผัก – ผลไม้” คือคำตอบของการมีสุขภาพที่ดี เราควรกินผักผลไม้สด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ซึ่งผ่านการแปรรูปและดัดแปลงน้อยที่สุด อุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์ เอนไซม์ กากใย พรีไบโอติกส์ สิ่งเหล่านี้เหล่านี้ได้จากผักผลไม้ และธัญพืชเท่านั้น เพราะช่วยต้านการอักเสบ มีผลพรรณสดใส สดชื่น ชะลอวัย ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ดูแลปรับสมดุลในระบบภูมิคุ้มกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงตั้งเป้าให้ประชาชนบริโภคผักผลไม้ที่มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ 400 กรัมต่อวัน ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.9 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 50 ในปี 2564 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการประกาศเป็นปีแห่งการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและกระทรวงสาธารณสุขประกาศ ให้ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการบริโภคผัก-ผลไม้ปลอดภัย” โดยผนึกกำลังกระทรวงเกษตรฯ สสส. และภาคีเครือข่าย ดูแลการผลิตผักผลไม้ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ปราศจากสารเคมี

 

ไฟเบอร์ ดีอย่างไร

ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร เป็นส่วนประกอบของพืช ที่พบใน ธัญพืช ผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยให้ระบบขับถ่ายมีการขับถ่ายของเสียอย่างง่ายดาย ปัดกวาดลำไส้ให้สะอาด ลดการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร ดักจับสารพิษต่างๆ มีช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ช่วยรักษาป้องกันอาการท้องผูก ทำให้เยื่อบุผิวของลำไส้แข็งแรง ป้องกันมะเร็งลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ของแบคที่เรียตัวที่ดีในลำไส้ใหญ่ เห็นได้ว่าไฟเบอร์ในผักผลไม้ มีผลดีต่อร่างกายเรามากทีเดียว ดังนั้นการกินผักผลไม้ จึงปกป้องเราให้ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง จำพวก หัวใจขาดเลือด เส้นเลือดในสมองตีบ ลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ

ผักผลไม้อะไรให้ไฟเบอร์สูง

1.ถั่ว (Nut) เช่น ถั่งแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง

2.ธัญพืช (Grain) ธัญพืชไม่ขัดสีทุกชนิด ข้าวกล้องดอย ข้าวหอมนิล ข้าวสินเหล็ก

3.ผัก (Vegetable) แครอท ข้าวโพด บล็อคโคลี ผักโขม

4.ผลไม้(Fruit) มะละกอ กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล อะโวคาโด ฝรั่ง มะม่วง

การกินผักผลไม้ที่ปลอดภัยอย่างน้อยวันละ 400 ซึ่งเท่ากับ ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน หรือไม่ต่ำกว่า 5 ทัพพี (วัดง่ายๆ คือ 1 อุ้งมือ เท่ากับ 1 ทัพพี) จะทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลโรคต่างๆ แต่ผักผลไม้ในปัจจุบันนั้นมาจากหลากหลายที่ ซึ่งไม่อาจรู้แหล่งที่มา การล้างผักผลไม้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดสารเคมีตกค้างได้

ล้างผักอย่างไรให้ถูกต้อง

การล้างผักสามารถล้างได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1.น้ำส้มสายชู ใช้ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษตกค้างได้ 60-84%

2.แช่ในน้ำที่ผสมด้วยผงฟู (Baking powder) โดยใส่ครึ่งช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษตกค้างได้ 90-95%

3.น้ำก๊อกไหลผ่าน โดยนำผักผลไม้ใส่ในตะกร้าหรือตะแกรง แล้วเปิดน้ำไหลด้วยความแรงพอประมาณ นาน 2 นาที ช่วยลดสารตกค้างได้ 25-65%

 

รู้จักกับไฟเบอร์ หรือใยอาหาร

สามารถแบ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ (soluble fiber) และไม่ละลายน้ำ (insoluble fiber)

เส้นใยที่ละลายน้ำได้ ปนอยู่กับส่วนที่เป็นแป้งในพืช ในผักและผลไม้เกือบทุกชนิด และพืชตระกูลถั่ว ข้าวโอ็ต รำข้าวโอ็ต และข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น

เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ พบมากในอาหารประเภทธัญพืช เช่น ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ข้าวสาลี รำข้าวสาลีรำข้าวเจ้า พืชตระกูลถั่ว ถั่วเปลือกแห้งและผักต่างๆ

อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ VS เตาแก๊ส แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

อาหารไทยที่เรามักทานกันเป็นหมู่คณะ หุงข้าวไว้มากๆ ทำกับข้าวไว้เป็นหม้อๆ พอถึงเวลาทานอาจจะมีเหลือจนต้องเก็บเอาไว้ทานในวันอื่น วิธีเก็บที่สะดวก รวดเร็ว และได้ผลดี คือการแบ่งใส่ภาชนะ หรือแบ่งใส่ถุง แล้วนำเข้าตู้เย็น เมื่อไรที่เราจะทานจึงค่อยทำออกมาอุ่นให้ร้อน ซึ่งวิธีอุ่นก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ อุ่นด้วยแก๊ส และอุ่นด้วยไมโครเวฟ

การอุ่นอาหาร ไม่เพียงแต่ทำให้รสชาติ เนื้อสัมผัสน่าทานเหมือนตอนปรุงใหม่ แต่ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่อาจเริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากอาหารถูกปรุงสำเร็จแล้ว จนมาถึงระยะเวลาหลังจากการจัดเก็บ ซึ่งหากจัดเก็บไว้ไม่ดีพอ หรือนานเกินไป การอุ่นอาหารที่ควรจะทำให้ปลอดภัยต่อร่างกายมากขึ้น ก็อาจจะไม่ช่วยอะไร

 

อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ VS เตาแก๊ส แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน?

คนเก่าคนแก่ที่ชอบวิธีแบบดั้งเดิม มักจะชอบอุ่นเตาแก๊ส โดยอ้างว่าร้อนเร็วกว่า ทั่วถึงกว่า หรือบางคนอาจจะเชื่อด้วยว่าปลอดภัยกว่า แต่จริงๆ แล้วการอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟไม่ได้มีอันตรายมากหรือน้อยไปกว่าการอุ่นอาหารด้วยเตาแก๊สเลย จะบอกว่าใครชอบวิธีไหน สะดวกวิธีไหน ก็เลือกวิธีนั้นได้เลยค่ะ แต่วิธีการเก็บอาหารเข้าตู้เย็น และอุ่นอาหารจากทั้งเตาแก๊ส และเตาไมโครเวฟให้ปลอดภัยกับสุขภาพของเราเองนั้น มีเคล็ดลับอยู่เล็กน้อย

 

เก็บอาหารเข้าตู้เย็น

หลังจากทานอาหารเสร็จ ไม่ควรทิ้งอาหารที่ทานเหลือไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปผสมปนเปในอาหารโดยที่เราอาจไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็นำใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด จะเป็นกล่องใส่อาหารที่มีฝาปิด หรือถุงกันร้อนมัดปากถุงให้แน่นก็ได้ (ควรจะเป็นถุงใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการใช้งานมาก่อน)

แช่อาหารเอาไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ไม่ควรเก็บเอาไว้นานเกิน 2-3 วัน (หากลืมประจำว่าเก็บเอาไว้นานเท่าไรแล้ว ให้เอาเทปกาวแปะไว้ที่ภาชนะ พร้อมเขียนระบุวันที่ที่เก็บเอาไว้ด้วย) ระหว่างนั้นสามารถตักแบ่งออกมาทานโดยอุ่นเฉพาะส่วนที่จะทาน ไม่ควรอุ่นซ้ำหลายๆ รอบ และระหว่างนั้นควรสังเกตสี เนื้อสัมผัส และรสชาติด้วยว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ หากไม่เหมือนเดิมควรหยุดทานทันที

 

 

Advertisement
อุ่นอาหารด้วยเตาแก๊ส/เตาไฟฟ้า

การอุ่นอาหารด้วยเตาแก๊สอาจจะยุ่งยากเล็กน้อยตรงที่ต้องเทใส่หม้อ หรือกระทะ ตั้งไฟ เทใส่ชามอีกครั้ง อาจไม่สะดวกสำหรับบางครอบครัว หรือบางบ้านที่ไม่มีครัว แต่สภาพอาหารที่ได้หลังจากการอุ่นหลายคนเห็นตรงกันว่าน่าทานกว่า

เมื่อเทอาหารลงในกระทะ หรือหม้อแล้ว ควรตั้งไฟให้ร้อนจัด อุณหภูมิอยู่ที่ 60-70 องศาเซลเซียส หรือจนเดือดเลยก็ได้ ระหว่างอุ่นต้องคน หรือคลุกเคล้าอาหารไปด้วย เพื่อให้ความร้อยกระจายได้อย่างทั่วถึง และใช้เวลาอุ่นนาน 15 นาที

 

อุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ

การอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ แม้ว่าจะสะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน เสร็จจบหมดในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก (หลายคนชอบที่ไม่ต้องล้างหม้อเพิ่ม) แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้อาหารออกมาไม่น่ารับประทานแล้ว อาจจะฆ่าเชื้อโรคได้หมดอย่างที่คิด ระหว่างอุ่นอาจจะคลุกเคล้าอาหารไปด้วยไม่ได้ เลยอาจจะทำให้ความร้อนกระจายได้ไม่ทั่วอาหาร และหากใช้ความร้อนไม่เหมาะสม ต่ำไปก็ไม่ร้อน สูงไปก็อาจจะไหม้ หรือเนื้อสัมผัสแข็ง และเหนียวได้

เคล็ดลับคือ เลือกใช้อุณหภูมิให้เหมาะสมกับประเภทของอาหาร ไมโครเวฟสมัยใหม่จะมีบอกว่าอุ่นอะไร ใช้ความร้อนเท่าไร หากไมโครเวฟที่บ้านไม่มีก็ไม่เป็นไร อาหารชิ้นใหญ่ๆ ให้วางเอาไว้ขอบๆ ภาชนะ หรือขอบฐานรองหมุน เพราะจะถูกคลื่นความร้อนได้ดีกว่าตรงกลาง และควรกดพักเพื่อนำออกมาคนให้ทั่วเป็นระยะๆ ก่อนนำกลับเข้าเตาไปอุ่นต่อจนเสร็จ เพื่อเป็นการกระจายความร้อนให้ทั่วถึง และใช้ที่ครอบอาหารที่ใช้สำหรับในไมโครเวฟเท่านั้นด้วย นอกจากจะป้องกันอาหารกระเด็นแล้ว ยังช่วยกระจายความร้อนให้ได้ดียิ่งขึ้น

อุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อลดแบคทีเรีย และเชื้อโรคในอาหาร ควรตั้งอุณหภูมิที่106 องศาฟาเรนไฮน์สำหรับเนื้อ ปลา ไข่ และ170-180 องศาฟาเรนไฮน์ สำหรับไก่ กับเป็ด

 

ทั้งนี้ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ไม่ควรอุ่นอาหารทานซ้ำๆ เพราะนอกจากจะเสี่ยงเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียแล้ว คุณค่าทางสารอาหารยังไม่ครบอีกด้วย ควรเลือกที่จะทานอาหารสดใหม่ ทำอาหาร หรือซื้ออาหารไม่มากจนเกินไปจนต้องเก็บมาทานต่อในวันต่อไปจะดีที่สุดค่ะ

5 วิธีเช็คว่าทุกส่วนในร่างกาย

วิธีเช็คความฟิตแอนด์เฟิร์มของร่างกายง่ายๆ

วิดพื้น
นอนคว่ำ วางฝ่ามือลงระดับหน้าอกที่พื้น ยืดแขนให้ตรง ตั้งเท้าโดยให้ปลายนิ้วเท้าจิ้มอยู่ที่พื้น แล้วพับแขนลงให้หน้าอกแตะพื้น ก่อนจะยืดแขนให้ตรงจนสุดอีกครั้ง นับเป็น 1 ครั้ง อย่าลืมว่าขาต้องตรงตลอดเวลา

เช็คความฟิต ควรทำให้ได้อย่างน้อย 9-12 ครั้งต่อ 1 นาที

 

ยืดแตะ
ยืนข้างกำแพง หันเอาด้านแขนชิดกำแพง ยืดแขนแตะกำแพงให้สูงที่สุดโดยไม่กระโดด ทำเครื่องหมายไว้ด้วยสติ๊กเกอร์ จากนั้นลองกระโดดแตะกำแพง ทำเครื่องหมายไว้ แล้ววัดระยะห่างระหว่างทั้งสองจุด

เช็คความฟิต ระยะห่างควรอยู่ระหว่าง 8-14 นิ้ว

 

วิ่ง 1.6 กิโลเมตร
จับเวลาวิ่งให้เร็วที่สุดในระยะทาง 1.6 กิโลเมตร

 

Advertisement
เช็คความฟิต ใช้เวลาไม่เกิน 16 นาที

 

วัดรอบพุง
นำสายวัดมาวัดรอบเอวโดยพาดสายวัดเหนือสะดือ หายใจออก แล้วดูขนาดของเอวที่สายวัดในจังหวะที่หายใจออกจนสุด

เช็คความฟิต รอบพุงไม่ควรเกิน 35 นิ้ว ไม่ว่าจะมีความสูงเท่าไรก็ตาม

 

ทดสอบความยืดหยุ่น
ยืนบนพื้นต่างระดับ ปลายเท้าชิดกัน และปลายเท้าไม่เกินขอบพื้น ก้มตัวลง ยืดแขนยืดนิ้วให้สุด พยายามแตะที่ปลายนิ้วเท้าให้ได้โดยไม่งอเข่า หรือพยายามแตะให้เลยปลายนิ้วเท้าลงไปให้ได้

เช็คความฟิต ต้องแตะปลายนิ้วเท้าได้โดยค้างไว้ 3 วินาที หรือสามารถยืนปลายนิ้วเลยปลายเท้าไปได้

 

หากคุณทำได้ทุกอย่างตามที่กล่าวมา ถือว่าร่างกายของคุณแข็งแรงดีทุกสัดส่วนแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าใครยังทำไม่ได้ ก็ลองฝึกทำท่านั้นๆ ให้บ่อยขึ้น รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน คุณก็จะฟิตแอนด์เฟิร์มได้ในเร็ววันแน่นอน