Category Archives: โภชนาการ

ผักดิบ ทานมากเกินไปก็อันตรายต่อร่างกาย

เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หลายคนหันมาลดการทานเนื้อสัตว์ และทานผักมากขึ้น เมนูอาหารบ้านเราที่ใช้ผักมีมากมายให้เลือกสรรค์อย่างไม่จำเจ หลายคนอาจชอบทานผักดิบ เพราะเชื่อว่าเมื่อปรุงให้สุก จะสูญเสียคุณค่าทางสารอาหารไปมากกว่า แต่ในทางกลับกัน บางเมนูที่ใช้ “ผักดิบ” อาจทำลายสุขภาพของคุณได้เช่นกัน

 

ถั่วงอก
ถั่วงอก นับว่าเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และเลซิติน หากทานถั่วงอกลวกสุกในก๋วยเตี๋ยว หรือทานผัดถั่วงอกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากทานถั่วงอกดิบในปริมาณมาก อาจเข้าไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมของสารอาหารบางชนิดได้

 

กะหล่ำ
ผักในตระกูลกะหล่ำ มีทั้งกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บล็อกโคลี่ ผักในกลุ่มนี้จะมีสารกอยโตรเจน ที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ไอโอดีนถูกร่างกายดึงไปใช้ได้น้อยลง หากทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืด เพราะอาหารไม่ย่อย ส่วนในระยะยาวอาจส่งผลให้เป็นสาเหตุของโรคคอพอกได้

 

หน่อไม้, มันสำปะหลัง
หล่อไม้มีใยอาหารสูง ส่วนมันสำปะหลังก็เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ หากทานดิบในจำนวนมาก อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ เพราะมีสารไซยาไนด์ในรูปของไกลโคไซด์ ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

 

ถั่วฝักยาว
ถั่วฝักยาวมีใยอาหารสูง และยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี โปรตีน และธาตุเหล็กอีกด้วย แต่หากทานดิบอาจมีโทษต่อร่างกาย เพราะถั่วผักยาวดิบมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการย่อยเมล็ด และเปลือกของถั่วฝักยาวโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ หากทานมากเกินไปจึงอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

 

ดังนั้น หากอยากทานผักเหล่านี้ ควรเลือกทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป และอาจปรุงให้สุกด้วยการต้ม ลวก หรือทำไปผ่านความร้อนให้สุกก่อนทาน จะปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

ท้องเสีย-ท้องร่วงแบบไหน ควรไปหาหมอ

ท้องเสีย-ท้องร่วงแบบไหน ควรไปหาหมอ?

- ทานอาหารไม่ได้ ทานไม่ลง ทานแล้วอาเจียนออกมาตลอด

- ทานยาลดอาการอาเจียน แล้วยังอาเจียนมาก หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง (อาจจะต้องให้ยาลดอาการอาเจียนแบบฉีดที่โรงพยาบาล)

- มีอาการขาดน้ำ จากการสูญเสียน้ำในร่างกายมากเกินไป ตาโหล ปัสสาวะสีเข้มมาก และมีปริมาณน้อย

- อ่อนเพลียมาก ไม่มีแรงลุกขึ้นเดินไปไหน นอนซมตลอด

- ถ่ายเหลวในปริมาณมาก หรือบ่อยมากเกินไป จนดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากร่างกายไม่ทัน (อาจจะต้องนอนให้น้ำเกลือ และอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาล)

- อาเจียน ถ่ายเหลว และมีไข้สูงประกอบด้วย

 

ดังนั้น หากใครที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน แต่ใครที่ไม่มีอาการตามข้างต้น มีเพียงถ่ายเหลวที่อาการถ่ายค่อยๆ ดีขึ้น ค่อยๆ หยุดถ่ายได้เอง มีอาการอาเจียนแต่ไม่มาก แต่หยุดอาเจียนได้เอง สามารถพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องทานยาฆ่าเชื้อ หรือยาอื่นๆ แล้วดื่มน้ำเกลือแร่ ORS สำหรับอาการท้องเสีย ท้องร่วงโดยเฉพาะตามไปหลังอาการท้องเสีย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากร่างกาย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องไปหาหมอค่ะ

4 อาหารคลีน มีประโยชน์ แต่เสี่ยงอันตราย

อาหารคลีน มีประโยชน์ แต่เสี่ยงอันตราย

สลัดผัก
สำหรับคนที่รักการทานอาหารคลีนเป็นชีวิตจิตใจ แต่มีเวลาน้อย อาจจะซื้อสลัดผักทานจากร้านอาหารข้างนอกมากกว่าจะซื้อผักมาล้างทำความสะอาด และหั่นทานเอง เพราะนอกจากจะสะดวกกว่าแล้ว การทานสลัดผักเป็นกล่องๆ ถุงๆ ให้หมดไปเป็นครั้งๆ ก็จะทำให้ไม่เหลือผักจำนวนมากค้างไว้ในตู้เย็นจนเน่าเสีย แต่สลัดผักแฝงอันตรายจากผักสดที่ผู้ผลิตอาจล้างไม่สะอาดเพียงพอ อาจพบสารเคมีตกค้างจากยาฆ่าแมลง สารตกค้างจากปุ๋ยคอกที่มากับมูลสัตว์ ที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย รวมไปถึงผักที่หั่นทิ้งเอาไว้นาน จนเกิดน้ำขุ่นๆ ที่ก้นถุง ก้นกล่อง หรือก้นถาดในสลัดบาร์ อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อซาลโมเนลลา ที่ทำให้เรามีอาการท้องเสีย อุจจาระร่วงได้เช่นกัน

 

ทานสลัดอย่างไรให้ปลอดภัย

เลือกซื้อผักจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ล้างผักให้สะอาดก่อนหั่นทานสดๆ เป็นครั้งๆ มื้อๆ ไป โดยล้างผ่านน้ำก๊อกนาน 2 นาที ถ้ามีส่วนที่เป็นใบให้เด็ดใบออกมาล้างน้ำทีละใบ สามารถล้าง หรือแช่ในน้ำเปล่าผสมน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชูได้ (แช่เอาไว้ 10-15 นาที ก่อนนำมาล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง) และหากสามารถเลี่ยงไปทานผักที่ปรุงสุกได้ ก็จะช่วยลดอันตรายที่เกิดจากผักสดได้มากยิ่งขึ้น

 

เมล็ดเจีย
ยังคงเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดที่หลายคนพยายามหามาทานกันบ่อยๆ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อต่อร่างกายมากมาย ทั้งกรดไขมันดี โอเมก้า-3 โอเมก้า-6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระโปรตีน และกากใยอาหารที่ทำให้เราขับถ่ายคล่อง แต่เมล็ดเจียไม่ได้เหมาะกับทุกคน

เมล็ดเจียไม่เหมาะกับบุคคลเหล่านี้

- ผู้ที่มีปัญหาในระบบกระเพาะอาหาร และลำไส้ เพราะเมล็ดเจียจะไปเร่งให้ตับอ่อนผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น

- คนที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หรือทานยาแอสไพริน เพราะเมล็ดเจียอาจทำให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวช้า หรือเลือดไหลไม่หยุดได้

- หญิงตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผลให้สารอาหารในน้ำนมเปลี่ยนไป

- ผู้ชายที่มีปัญหาที่ต่อมลูกหมาก เพราะอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

- ผู้ที่ทานวิตามินบี 17 เป็นอาหารเสริม เพราะจะยิ่งเพิ่มปริมาณวิตามินชนิดนี้ในร่างกายมากเกินไป จนกลายเป็นสารพิษ และเป็นมะเร็งในที่สุด

ทานเมล็ดเจียอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงตามที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นควรหลีกเลี่ยงการทานเมล็ดเจีย ส่วนผู้ที่มีร่างกายปกติสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่ควรทานเมล็ดเจียมากเกินไป หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป เพราะร่างกายอาจเกิดการเสพติดได้ โดยอาจจะทานเมล็ดเจียในบางมื้ออาหาร 2-3 อาทิตย์ต่อมื้อ เท่านั้นก็เพียงพอ

 

ผลไม้รสเปรี้ยว
ใครที่ทานอาหารคลีนก็คงจะเลือกทานผักผลไม้มากขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าทานผลไม้รสเปรี้ยว ที่เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมากเกินไป เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง จนทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ นอกจากนี้หากร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ยังส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

ทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างไรให้ปลอดภัย

เลือกทานในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่ทานมากจนเกินไป เช่น ส้มไม่ควรทานเกินวันละ 3 ผล นอกจากนี้เราควรเลือกทานผลไม้ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติ และสารอาหารที่หลากหลายตามไปด้วย

 

กราโนล่า
ไม่ใช่ว่ากราโนล่ามีอันตรายอะไรร้ายแรง แต่เพราะกราโนล่าเป็นอาหารของใครหลายๆ คนที่อยากผอม จึงเลือกทานกราโนล่าในหลายๆ มื้อ และอาจเผลอทานจำนวนมาก (ต่อหนึ่งมื้อ) ด้วยเพราะคิดว่ากราโนล่าไม่ทำให้อ้วน แต่อันที่จริงแล้วกราโนล่าทำมาจากข้าวโอ๊ต บวกธัญพืชอื่นๆ ที่ถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ก็เป็นอาหารที่ให้พลังงานอยู่ดี แถมยังเป็นอาหารที่ทานเพียงปริมาณน้อยๆ แต่ให้พลังงานสูงอีกด้วย กราโนล่าราวๆ 40-50 กรัม จะมีคาร์โบไฮเดรตราวๆ 25 กรัม และสารอาหารอื่นๆ เช่น ไขมัน 10 กรัม และโปรตีนอีก 5 กรัม ซึ่งทั้งหมดนี้ให้พลังงานใกล้เคียงกับข้าวหุงสุก 1 จาน (100 กรัม) เลยทีเดียว

ทานกราโนล่าอย่างไรให้ปลอดภัย

ควรจำกัดปริมาณในการทานกราโนล่าให้เหมาะสม ทานพออิ่ม ไม่ทานเยอะจนเกินไป เลือกชนิดของกราโนล่าที่ใส่แต่ธัญพืชที่ดีมีประโยชน์ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ผสมน้ำตาลมากเกินไป จะช่วยให้ควบคุมปริมาณแคลอรี่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานแต่กราโนล่าเพียงอย่างเดียว

 

จะเห็นได้ว่าอาหารดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้คนนิยมทานกันมากทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าอาหารเหล่านั้นจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม เราควรเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งนานจนเกินไป เพราะต่อให้มีประโยชน์มากแค่ไหน ก็ให้โทษกับร่างกายเราได้อยู่ดี

วิธีสังเกต เนื้อสัตว์แบบไหน มี “พยาธิ”

พยาธิตัวตืด

พยาธิตัวตืด มีทั้งพยาธิตืดหมู และพยาธิตืดวัว จะพบพยาธิตืดวัวได้บ่อยกว่าตืดหมู พบได้ทั่วไปในประเทศที่มีการบริโภคเนื้อวัว และเนื้อหมู

ลักษณะของเนื้อที่พบพยาธิ จะเป็นลักษณะของไข่พยาธิทรงกลมสีขาวเหลือง เม็ดขนาดเท่าสาคู ลักษณะคล้ายถุงน้ำใสๆ เล็กๆ ขาวๆ มีหัวของพยาธิอยู่ภายในซึ่งเป็นระยะติดต่อ กระจายอยู่ทั่วเนื้อ

เมื่อคนกินหมูหรือวัวที่มีไข่พยาธิตัวตืดโดยไม่ปรุงสุกให้ดี พยาธิตัวอ่อนจะโผล่หัวออกมา และเจริญเติบโตเป็นพยาธิ เต็มวัยเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้เล็กโดยมีปล้องยาวออกไปเรื่อยๆ พยาธิตัวเต็มวัยทำ ให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร รวมทั้งคลื่นไส้ อาเจียน และซีด จากภาวะโลหิตจาง

 

พยาธิไส้เดือน

พยาธิไส้เดือนเป็นพยาธิที่พบได้มากที่สุดประมาณ 70-80% ของฟาร์มสุกร จะเข้าสู่ร่างกายของหมูผ่านการกิน โดยหมูอาจจะทานอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีไข่ของพยาธิอยู่ ไข่พยาธิจึงเข้าไปเจริญเติบโตตามลำไส้ ปอด และอวัยวะภายในอื่นๆ ของหมู

ลักษณะของเนื้อที่พบพยาธิ จะพบลักษณะเส้นๆ เรียวๆ นุ่มๆ สีขาวแดง อยู่ในเครื่องในของหมู โดยอาจสับสนกับเส้นเลือดของหมูได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบพยาธิไส้เดือนในเครื่องในของหมูมากกว่าเนื้อหมู ได้แก่ ไส้ ตับ ปอด และไต เป็นต้น แต่หากสังเกตเห็นตับหมูมีลักษณะเป็นจุดเลือดออก เหมือนมีเม็ดเลือดขาวมารวมกัน นั่นจะเป็นระยะที่ตัวอ่อนเคลื่อนตัวผ่านตับ จนทำให้เกิดรอยโรคที่เรียกว่า “milk spot” ที่เกิดขึ้นหลังจากที่หมูติดพยาธิ 10-14 วัน หากไม่มีการติดพยาธิซ้ำ รอย milk spot นี้จะหายไปเอง แต่หากมีการติดพยาธิซ้ำ จะพบรอย milk spot ที่ตับด้วย

หากบริโภคหมูดิบที่มีตัวพยาธิ หรือไข่พยาธิเข้าไป พยาธิก็อาจเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกายได้ หากกลายเป็นโรคพยาธิไส้เดือนอาจเกิดอาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย มีไข้ และหากพยาธิฝังตัวอยู่ที่ลำไส้เล็ก จะมีอาการท้องใหญ่ ขาดสารอาหารปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และหากมีจำนวนพยาธิมาก อาจกระจุกรวมตัวเป็นก้อนจนทำให้ลำไส้อุดตันได้

 

พยาธิตัวกลมไทรชิเนลลา สไปเรลีส

เป็นพยาธิอีกชนิดหนึ่งที่อาจพบได้ในเนื้อสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่า เช่น หมู หนู หมี และยังสามารถพบได้ใน แหนม โดยพยาธิสามารถมีชีวิตอยู่ในเเหนมได้นานถึง 8 วัน

ด้วยเหตุที่พยาธิตัวกลมไทรชิเนลลา สไปเรลีส เป็นพยาธิตัวกลมขนาดเล็ก จึงมักสังเกตไม่ค่อยเห็น แพทย์ต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

พยาธิตัวเต็มวัยจะไชอยู่ในลำไส้เล็กของสัตว์ หรือคนที่เป็นโรค เมื่อเมื่อผสมพันธุ์กันเเล้ว ตัวเมียจะปล่อยพยาธิตัวอ่อนออกมา ซึ่งท้ายที่สุดเเล้วมันจะเดินทางเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อลาย โดยมันชอบไปอยู่ในกล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ เช่น กล้ามเนื้อเเถวน่อง ลิ้น กระบังลม

ในระยะเเรกในช่วงประมาณ 1-7 วัน หลังกินเนื้อดิบ จะมีอาการท้องร่วง คล้ายอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียมาก ต่อมาหลังจากอาทิตย์เเรกผ่านไป ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หน้าบวม หนังตาบวม เยื่อบุตาอักเสบเเละมีเลือดออกใต้หนังตา ตาพร่า อ่อนเพลียมาก ปวดกล้ามเนื้อเเละกดเจ็บ การเคลื่อนไหวเเขนขาทำได้ลำบาก การพูด หายใจ กลืน เเละเคี้ยวอาหารทำได้ลำบาก ถ้าโชคร้ายก็อาจมีอาการเเทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาจรุนเเรงถึงตายได้ ต่อจากนั้นประมาณอาทิตย์ที่ 5 หรือ 6 ไข้จะเริ่มลดลง อาการปวดกล้ามเนื้อลดลง พูดได้ดีขึ้น อาการต่างๆ จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ

 

นอกจากเนื้อสัตว์อย่างหมูหรือเนื้อแล้ว ปลา กุ้ง หอย เป็ด ไก่ กบ งู ยังพบพยาธิต่างๆ ที่อาจสังเกตเห็นได้ยากอีกมากมาย เช่น พยาธิตัวจิ๊ด พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในปอด และอื่นๆ

วิธีป้องกันเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิ ทำได้ง่ายๆ เพียงเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และปรุงเนื้อสัตว์ให้สุก 100% ทุกครั้งที่ทาน เพราะความร้อนจากการปรุงอาหารสามารถทำลายไข่ และตัวพยาธิได้ ทำให้เราทานเนื้อสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ไร้พยาธิเจริญเติบโตในร่างกาย

กินอย่างไร ให้ “ตับ” แข็งแรง

รู้หรือไม่ว่า “ตับ” เป็นอวัยวะในร่างกายที่ถูกทำลายมากที่สุดส่วนหนึ่ง จากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมของคนไทย จึงทำให้อัตราส่วนในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโรคตับแข็ง ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ โดยเฉพาะโรคไขมันพอกตับจะพบในประชากรชาวไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี สาเหตุหนึ่งมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ กระบวนการที่ตับกำจัดแอลกอฮอล์ จะเกิดกรดไขมันขึ้นมา ซึ่งกรดไขมันก็จะถูกสร้างให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งไปแทรกอยู่ในเนื้อตับ เป็นลักษณะของไขมันที่มาพอกที่ตับ ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ แล้วอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง การทำงานของตับผิดปกติ หากไม่รีบเข้ารับการรักษา อาจส่งผลกระทบถึงชีวิตได้

 

อาหารทำลายตับ ที่ควรหลีกเลี่ยง

หลักๆ เลยคือ แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง จะมีสารกลุ่มไนเตรท ไนไตรท์ ดินประสิว และอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อตับ รวมไปถึงอาหารสุกๆ ดิบๆ อย่าง ปลาร้า ปลาดิบ เป็นต้น ที่เป็นสาเหตุของโรคพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งก็สามารถนำไปสู่โรคมะเร็งตับ และโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีไขมันสูง ของมัน ของทอด ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของไขมัน รวมไปถึงอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อรา อย่าง อะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นเชื้อราที่อยู่ในถั่ว ที่ทำให้เป็นมะเร็งตับได้

 

อาหารบำรุงตับ ที่เราควรทาน

อาหารที่เราควรทาน คือ ข้าวกล้อง และข้าวกล้องงอก ในข้าวกล้องจะมีสารอาหารมากกว่าข้าวขาวปกติ โดยเฉพาะใยอาหาร กรดโฟลิค วิตามินต่างๆ แกมมา โอไรซานอล (สารต้านอนุมูลอิสระจากเมล็ดพืช) วิตามินอี รวมไปถึงสารกาบา ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังควรทานพืชผักผลไม้อย่าง กะหล่ำปลี แครอท แตงโม หน่อไม้ฝรั่ง เพราะผักและผลไม้จะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง ช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการทำลายของอนุมูลอิสระ และยังมีใยอาหารอยู่สูง ช่วยลดการเกิดพิษกับตับได้

 

กินตับ บำรุงตับ?

ตับจะเป็นแหล่งสะสมของวิตามินเอ และมีธาตุเหล็กอยู่ สารเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ตับมีคอเลสเตอรอลอยู่สูงด้วย ดังนั้นการกินตับเพื่อหวังผลในการบำรุงตับอย่างต่อเนื่อง อาจมีผลเสียในเรื่องของไขมันที่จะกลับไปสู่ร่างกาย หรือไปพอกตับแทน จึงต้องทานอย่างระมัดระวัง

 

น้ำหวาน รักษาตับ?

คนที่เป็นโรคตับ หมายความว่าการทำงานของตับจะผิดปกติ ทำให้ตับไม่สามารถเก็บกลูโคสเอาไว้ และนำไปสลายเป็นพลังงานได้ ผู้ป่วยโรคตับจึงอาจเกิดอาการอ่อนเพลีย และอยากทานของหวานๆ ดังนั้นเมื่อทานของหวานเข้าไปก็จะรู้สึกดีขึ้น แต่เป็นอาการที่ดีขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ถูกต้อง นอกจากนี้การรับประทานน้ำหวานเป็นประจำ อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมา หรือโรคอื่นๆ ตามมาได้