Category Archives: สุขภาพ

ทำไม? ห้ามกินยาพร้อมนม-ชา-น้ำอัดลม

ทำไม? ห้ามกินยาพร้อมนม-ชา-น้ำอัดลม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจมีผู้ดื่มพร้อมกับยา นั่นคือ ชา ไม่ว่าจะเป็นชาจีน ชาเขียว หรือแม้กระทั่งชาเย็น (ใส่นม) ชา และกาแฟมีสารกระตุ้นประสาทที่เรารู้จักกันดีอย่าง คาเฟอีน หากทานเครื่องดื่มเหล่านี้ร่วมกับยาบางชนิดที่มีสารบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่นกันอย่าง pseudoephedrine (อาจพบได้ในยาแก้หวัดทั่วไป) ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารกระตุ้นประสาทมากเกินไป จนอาจเกิดอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ หรือใจสั่นได้ นอกจากนี้ในยาบางชนิดยังมีสารที่อาจยืดเวลาในการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนมากขึ้นอีกด้วย เช่น ciprofloxacin และ cimetidine ดังนั้นหากต้องทานยาที่มีสารเหล่านี้ ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชั่วคราว

 

สำหรับน้ำอัดลม อาจมีผู้ป่วยที่ทานยาระหว่าง หรือหลังมื้ออาหารที่บนโต๊ะอาหารสั่งเครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง น้ำอัดลม เอาไว้แล้ว เลยคิดจะยกดื่มพร้อมยาแทนน้ำเปล่า แต่นอกจากน้ำอัดลมจะมีคาเฟอีนด้วยแล้ว น้ำอัดลมยังมีแก๊สที่เข้าไปกัดกระเพาะอาหาร และขัดขวางการดูดซึมของตัวยา ให้ยามีประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลงไปด้วย

 

สุดท้ายกับเครื่องดื่มอันอุดมไปด้วยประโยชน์หลายด้านอย่าง นม การทานยาไปพร้อมกับนม อาจทำให้ยาบางชนิดดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยลง ผลการรักษาจากยาก็จะน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเสริม วิตามิน ยาลดกรด และเครื่องดื่มที่ใส่นมอื่นๆ ที่ไม่ควรดื่มพร้อม หรือหลังการทานยา 1-2 ชั่วโมงด้วย เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมทั้งหมดจะมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อรับประทานพร้อม หรือทานหลังจากทานยาไปไม่นาน แคลเซียมจากเครื่องดื่มเหล่านั้นจะไปจับกับยาที่เรากินเข้าไป ส่งผลให้ปริมาณของยาที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อการรักษาลดน้อยลง จนไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการ หรือโรคต่างๆ ที่เราต้องการได้ อาการ หรือโรคที่เราเป็นอยู่ก็จะไม่หาย รวมไปถึงร่างกายอาจไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการทานยานั้นๆ เลย

นอกจากเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เราไม่ควรทานร่วมกับยาอีกด้วย เพราะน้ำผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง น้ำส้ม น้ำมะนาว จะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดน้อยลง ส่วนแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาท หากทานควบคู่ไปกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเช่นกัน เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายกังวล ยาต้านซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับฤทธิ์ของการกดประสาทมากเกินไป จนอาจทำให้หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีพิษต่อตับ ที่อาจส่งผลเสียกับยาทุกชนิดที่ทานเข้าไปได้เช่นกัน โดยเฉพาะยาสามัญประจำบ้านอย่าง พาราเซตามอล ที่หากทานมากๆ ก็อาจมีความเสี่ยงต่ออาการตับวายได้

 

ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องในการกินยาคือ

กินยาพร้อมน้ำเปล่าเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์กับยาทุกชนิด ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการกินยาพร้อมนม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ วิตามินเสริมอาหาร ยาลดกรด หากจะกินควรเว้นเวลา 1-2 ชั่วโมงหลังกินยา
ยาบางชนิดมีข้อแนะนำในการใช้ยาเพิ่มเติม ควรอ่านฉลากยาให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อน
หากมีข้อสงสัย ไม่ควรตัดสินใจเอง ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

ไขข้อสงสัย! น้ำเกลือล้างหน้า รักษาสิวได้จริงหรือไม่?

น้ำเกลือที่นำมาล้างหน้ากัน เป็นน้ำเกลือประเภทไหน?

น้ำเกลือที่เราพูดถึง ไม่ใช่น้ำต้มเกลือแกงนะคะ แต่เป็นนอร์มอล ซาลิน โซลูชั่น หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ไอโซโทนิค โซเดียมคลอไรด์ เป็นน้ำเกลือที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้ว โดยมีโซเดียมคลอไรด์เป็นส่วนประกอบ ที่มีความเข้มข้น 0.9% หรือมีเกลืออยู่ 9/1000 เท่านั้น

 

น้ำเกลือชนิดนี้ ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

โดยปกติน้ำเกลือชนิดนี้มักใช้ในการล้างแผล หรือคอนแทคเลนส์ เนื่องจากน้ำเกลือปราศจากเชื้อ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติของความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามารถนำมาเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าได้ค่ะ เพราะน้ำเกลือผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ทำให้มีความสะอาดมากกว่าน้ำประปา และไม่ทำให้ผิวหนังระคายเคือง

 

งั้น…น้ำเกลือรักษาสิวได้จริงหรือ?

น้ำเกลือช่วยลดอาการติดเชื้อได้เท่านั้น ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่า เมื่อเราใช้น้ำเกลือทำความสะอาดแผล เราจะไม่รู้สึกแสบแผลแต่อย่างใด จึงหมายความว่า น้ำเกลือไม่สามารถรักษาสิวได้โดยตรง แต่สำหรับคนที่มีแผลจากสิวที่เพิ่งแตก หรือกรณีแพ้น้ำประปา แล้วอยากใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาด ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะน้ำเกลือจะช่วยลดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ลดการติดเชื้อ ทำให้ช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น

 

สรุป

น้ำเกลือ

- ไม่ใช่ยา

- มีความสะอาดสูง

- ไม่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

- ใช้ล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้

 

ข้อควรระวังในการใช้น้ำเกลือ
น้ำเกลือไม่มีสารกันเสียหากเปิดใช้แล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่ได้

พฤติกรรมการกินอันตราย เสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่”

พฤติกรรมการกินอันตราย เสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่”

ทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแดงติดไขมัน หมูสามชั้น รวมไปถึงอาหารจานด่วน (ฟาสฟู้ด) อาหารทอด เนื้อสำเร็จรูปอย่างไส้กรอก แฮม แหนม เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบแล้ว ยังมีกากใยอาหารน้อย ไม่ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายแต่อย่างใด (เรียกง่ายๆ ว่า ถ่ายยากนั่นเอง)

นอกจากนี้เนื้อสัตว์ปิ้งย่าง หรือผ่านการปรุงอาหารที่ใช้อุณหภูมิสูง รวมไปถึงอาหารรสจัด รสเค็ม โซเดียมสูง เช่น อาหารหมักดอง ก็เสี่ยงที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น อาจส่งผลให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

 
ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก 5 หมู่แล้ว (เพราะขาดกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย) ยังรวมถึงกรรมพันธุ์ (คนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน หรือเป็นโรคมะเร็งอื่นๆ มาก่อน) และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตอื่นๆ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และเป็นโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย (ซึ่งเป็นผลมาจากการทานอาหารไม่ถูกหลัก 5 หมู่)

อ่านต่อ >> 6 พฤติกรรมเสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ที่คุณอาจไม่รู้ตัว

 

สัญญาณอันตราย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

หากมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระในปริมาณน้อย ไม่ได้ถ่ายทุกวัน ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ถ่ายอุจจาระและมีความข้นเหนียวติดโถส้วม สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มีกลิ่นรุนแรง ให้รีบพบแพทย์เพื่อเช็คให้ละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะมีอาการอื่นตามมา